นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก

วันที่ 30 มี.ค. 2560 เวลา 11:13 น.
นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก
โดย...มีนา

ทศวรรษนี้ไม่มีนักออกแบบชาวเอเชียคนใดที่จะโด่งดังในวงการแฟชั่นโลกเกินไปกว่า กัว เป่ย ดีไซเนอร์สุดอลังการ ที่สร้างชื่อในฐานะ “ดีไซเนอร์โอต-กูตูร์คนแรกของจีน” ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งสมาชิกพิเศษแห่งสมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งเอเชีย (Asian Couture Federation) ทั้งเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมดีไซน์แห่งโรส สตูดิโอ (Rose Studio) ที่มีทีมงานกว่า 450 คน ฝีมือคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ รายละเอียดหรูวิจิตร และการบริการเหนือระดับ

โรส สตูดิโอ เป็นที่กล่าวขานในหมู่ลูกค้าชาวจีนที่นิยมแฟชั่นชั้นสูง กลายเป็นแบรนด์ที่บรรดานักการเมือง ดารา คนดัง นักธุรกิจชั้นนำ และแฟชั่นนิสต้าในจีนให้ความนิยม ไม่เพียงเท่านั้นชื่อของเธอยังขจรไกลไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่ ริอันนา ป๊อปสตาร์ชื่อดัง เลือกสวมใส่ชุดคลุมสุดอลังการสีเหลืองนกคานารี ที่หนักถึง 25 กิโลกรัมของ กัว เป่ย ไปเฉิดฉายบนพรมแดงงาน New York’s Met ที่ผ่านมา

ล่าสุดผลงานของเธอได้มาเป็นโชว์เปิดงานงาน BIFW 2017 (Bangkok Internation Fashion Week 2017) ที่จัดขึ้นที่สยามพารากอนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดย กัว เป่ย ได้กล่าวชื่นชมในพระปรีชาด้านแฟชั่นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย

กัว เป่ย ยังกล่าวถึงแฟชั่นโชว์ของเธอครั้งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก เธออยากนำงานสวยๆ มาให้คนไทยได้ชม แต่ตัวคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2017 ยังจัดแสดงอยู่ที่ปารีส เธอจึงนำคอลเลกชั่นก่อนหน้ามาให้ชม ซึ่งมีชื่อคอลเลกชั่นว่ายุ่ยเจี้ย หมายถึงการพบปะ คนเราทุกคนจะเริ่มต้นรู้จักด้วยการพบกัน ก็เป็นการแนะนำกันระหว่าง กัว เป่ย กับประเทศไทย ถือเป็นแฟชั่นโชว์ที่มีความพิเศษมากๆ

“สำหรับความคาดหวังของดิฉันในการแสดงผลงานครั้งนี้  ถือเป็นการที่เราจะได้รู้จักกันและดิฉันก็ชอบประเทศไทย ดิฉันอยากจะลองนำศิลปะวัฒนธรรมไทยบางอย่าง หรือลวดลายบางอย่างนำเข้าไปผสมกับชิ้นงานออกแบบ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความยาวนาน ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปพระบรมมหาราชวังไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยคิดว่าจะมีชิ้นงานที่พิเศษ สวยงาม และดูสูงส่งขนาดนี้ และคนไทยก็มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เป็นที่น่ายกย่องมาก ดิฉันเลยคิดว่าจะนำอิทธิพลของศิลปะไทยไปลองใส่ในชิ้นงานดู นี่คือความคาดหวังในอนาคตของดิฉันด้วยค่ะ”

กัว เป่ย ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ในฐานะ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก โดยคอลเลกชั่น Magnificent Gold ของเธอนั้นได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงในนิทรรศการ Costume Institute’s Spring 2558 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิแทน (Metropolitan Museum) มหานครนิวยอร์ก นอกจากนี้ เธอยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการจัดแสดงผลงานทั้ง 4 คอลเลกชั่นในจีน และได้รับคำเชิญให้เดินทางไปจัดแสดงคอลเลกชั่นโอต-กูตูร์ในงาน Paris Couture Show อีกด้วย

กัว เป่ย ในวัย 49 ปี เล่าว่า เธอเกิดมาในยุคที่เพิ่งผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ทำให้ทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่ได้คิดถึงความสวยงาม ทุกคนใส่เสื้อผ้าเหมือนยูนิฟอร์มกันหมด เช่น ชุดสีเทาและสีดำ ด้วยหัวคิดของนักออกแบบแฟชั่น กัว เป่ย จึงมองเห็นช่องว่างจึงเลือกเรียนออกแบบแฟชั่นในปี 1982 ระยะทางของการที่เป็นแฟชั่นดีไซน์จึงเป็นระยะทางที่ยาวนานมาก โดยความตั้งใจของเธอคือจะนำความงดงามของศิลปะจีน เช่น ศิลปะการปักผ้าแบบโบราณ รวมถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมของจีนมาเผยแพร่ให้ได้ชมโดยทั่วกัน

 

“การเป็นดีไซเนอร์ที่ประเทศจีนนั้นยากมาก เรียกได้ว่าเหมือนหาต้นไม้สักต้นในโอเอซิส เพราะฉะนั้นกว่าที่จะก้าวมาถึงจุดนี้มันต้องใช้หลายอย่างมาก การเป็นดีไซเนอร์ทุกคนอาจจะคิดว่ามีแต่ความทันสมัย การมีชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในมุมมองของดิฉันไม่ใช่ การเป็นดีไซเนอร์ของดิฉันนั้นต้องมีแกนหลัก อย่างเช่น เทคนิคการตัดผ้าแบบโบราณ หรือการที่ลักษณะลวดลายตามแบบราชสำนักโบราณ พวกนี้คือแกนที่จะทำให้ดีไซเนอร์ยืนยงอยู่ได้นาน และสิ่งนี้คือสิ่งที่ดิฉันไปเสาะหาแสวงหามาตลอด 30 ปี ดีไซเนอร์ที่ดีจึงต้องมีแกนหลักค่ะ”

ทำงานด้านการออกแบบ แรงบันดาลใจถือเป็นสิ่งที่สำคัญ กัว เป่ย มักหาแรงบันดาลใจได้จากสิ่งที่อยู่ในใจเธอ รวมทั้งการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่ให้แรงบันดาลใจแก่ กัว เป่ย ได้ดีมากๆ คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ เช่น อาหรับ หรือเอเชีย ซึ่งจุดต่างๆ ประวัติในที่ต่างๆ ออกมาเพื่อใส่ลงไปในชิ้นงาน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าชิ้นงานของเธอนั้นเน้นเรื่องอะไร หรืออย่างการไปปารีส เธอชื่นชอบการไปโบสถ์ โดยคอลเลกชั่นล่าสุดของเธอก็ได้อิทธิพลมาจากโบสถ์ที่ปารีสนี่เอง

“จริงๆ การทำงานระดับโลกหรือระดับไหน คุณจะเจออุปสรรคและปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งตัวดิฉันเองไม่กลัวปัญหา เพราะปัญหาและอุปสรรคนำมาซึ่งโอกาสที่ดีมาให้ พอเจอปัญหาเราก็จะมีพลัง เหมือนออกไปรบกับศัตรู ซึ่งดิฉันจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้ง ฉะนั้นดิฉันจะยอมรับและเข้าใจและชอบปัญหามากกว่า เพราะปัญหาทำให้เราโตขึ้นก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต”

กัว เป่ย บอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยแพลนหรือคิดอะไรล่วงหน้า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เธอได้เริ่มเรียนดีไซน์ โดยไม่ได้คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่า คนเราจะต้องมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ ในฐานะดีไซเนอร์เธอก็มีหน้าที่ที่จะสื่อในเรื่องวัฒนธรรมจีน ความงดงามและประวัติศาสตร์ของจีนออกไป นั่นคือเป้าหมายลึกๆ ของเธอ โดยในอนาคตอยากจะทำชุดเจ้าสาวในแนวชุดประจำชาติ เพื่อประกาศให้รู้ว่านี่คือคนจีนและเธอมีความภาคภูมิใจในประเทศของเธอ

“การเป็นดีไซเนอร์จะต้องมีไฟ ไฟก็คือแรงบันดาลใจลึกๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อยากทำ ถ้าถามว่าไฟมาจากไหน ไฟมาจากความรัก รักในสิ่งที่ทำ แต่ความรักนี้ไม่ใช่ความรักธรรมดา สำหรับมนุษย์ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องทุ่มเท ต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างลงไป ให้มันออกมาเป็นชิ้นงาน ไม่ใช่ลักษณะที่ทำฉาบฉวย ทำให้ผ่านไปพอให้มีชื่อเสียงแล้วจบ สำหรับดิฉันมันคือการกระโดดลงไปทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นปัจจัยตรงนี้ ถ้าคุณไม่มีความรักในงานที่ทำ ซึ่งเป็นความรักแบบลึกซึ้งทุ่มเททั้งชีวิต มันจะไม่ประสบความสำเร็จเลย

ดิฉันจะรู้สึกประทับใจมากที่มีคนเข้ามาหาให้ดิฉันทำเสื้อผ้าให้ เสื้อผ้าไม่ได้อยู่กับคนในช่วงเวลาเดียว แต่จะอยู่กับคนที่เข้ามาสั่งทำตลอดชีวิต มันเป็นการให้ช่วงเวลาดีๆ ที่สวยงามกับลูกค้า ดิฉันไม่ได้เหมือนกับแฟชั่นดีไซเนอร์ทั่วไป ไม่ได้เดินตามรอยดีไซเนอร์ชื่อดังในต่างประเทศ ดิฉันคิดว่าดิฉันมีทางเดินที่อยากนำเสนอว่า ในตู้เสื้อผ้าเรามีกางเกงยีนส์เป็นร้อยตัวซ้ำๆ มันเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ หรือผู้หญิงบางคนจะซื้อเสื้อผ้าใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้งมันดูเสียเปล่า การที่เราจะซื้อเสื้อผ้าเราต้องชอบก่อน และดิฉันอยากจะทำเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่ชอบ แต่ให้คนที่ซื้อไปใส่รักไปเลย และอยู่กับลูกค้าไปตลอด”

สุดท้าย กัว เป่ย ฝากแนะนำดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ ว่า เราต้องเซตเป้าหมายก่อน จากนั้นเราต้องขีดเส้นกรอบมันไว้ เส้นกรอบเหมือนข้างในมันว่าง อาจจะเป็นกลมๆ ขีดเส้นไว้เพื่อให้เรารู้ว่าเราจะเดินทางไปถึงได้อย่างไร“

ถ้าอยากมีชื่อเสียงก็ต้องมีคอนเนกชั่นกับนักข่าว ติดต่อดาราที่มีชื่อเสียงมาใส่ชุดของเรา จ่ายเงินมันทำได้แต่มันจะไปไม่ไกล เพราะสิ่งที่เราทำมันกลวง เหมือนในกล่องเรามันไม่เต็มมันกลวง ต้องทำชิ้นงานเยอะๆ เพื่อเติมเต็มกล่องของเราให้เต็ม เราก็จะสำเร็จและไปได้ไกล เพราะชิ้นงานมันจะพิสูจน์ตัวเอง บางคนอาจจะคิดว่าเงินบันดาลได้ทุกสิ่ง แต่ความจริงมันไม่ใช่ แต่เวลาต่างหากที่สำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง”