ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2559 เวลา 11:12 น.

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เรียนจบมาแล้วไม่อยากทำงานในองค์กร หรือเป็นลูกน้องใคร อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเอง เป็นนายตัวเองมีมากขึ้น และเรียกพวกเขาว่าสตาร์ทอัพ แต่ก็มีการประเมินผลออกมาว่าสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีไม่ถึง 20% ที่เหลือส่วนใหญ่คือล้มเหลวกับธุรกิจที่ทำ

แต่เมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว หากคนหนุ่มสาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยออกมาแล้ว ไม่อยากทำงานในองค์กร แต่อยากสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เรียกว่าอองเทอเพอเนอร์ มีไม่มากนักในยุคนั้น และส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เช่น เขาคนนี้จากเงินหลักหมื่นบาท เขาสามารถต่อยอดทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ภายใน 13 ปีที่ผ่านมา จนมีผลประกอบการทางธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท ด้วยวัย 30 กว่าๆ มีพนักงานที่ใช้บ้านเป็นโฮมออฟฟิศถึง 120 คน ฟังดูแล้วไม่ธรรมดาเลย

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO บริษัท คลิกทูบิซ หรือที่รู้จักกันว่า แอดยิ้ม มีสโลแกนว่าเมื่อแอดออนไลน์ กลายเป็นเรื่องยิ้มๆ (online advertising with a smile) ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกโลหะการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาบอกว่าที่จริงอยากเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ แต่คะแนนไม่ดี คนที่คะแนนดีเขาได้เลือกไปก่อน พอจบปริญญาตรีเขาก็ไม่ทำงาน ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ทางด้านอี-คอมเมิร์ซโดยตรงตามที่อยากเรียนตั้งแต่ครั้งปริญญาตรี เพราะเขามีความฝันตั้งแต่วัยรุ่นว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่ใช่เจ้าของโรงงาน เพราะรู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนมากมายคงไม่มีปัญญา เพราะฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เป็นชนชั้นกลางธรรมดา

เมื่อกลับมา เขาก็มองหาธุรกิจที่จะทำ ไม่คิดว่าจะไปทำงานออฟฟิศที่ไหน น่าจะเรียกได้ว่าเขาเป็นสตาร์ทอัพคนแรกๆ ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน โดยตอนที่กลับมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังจัดประกวดการเขียนแผนธุรกิจด้านอี-คอมเมิร์ซพอดี เขาก็เขียนแผนธุรกิจส่งไปประกวดเป็นแผนการทำธุรกิจด้านเขียนการ์ตูนล้อเลียน เพราะเขามองว่าศิลปินเมืองไทยค่าตัวถูกเกินไปที่รับจ้างเขียนภาพเหมือนตามสะพานพุทธ หรือหลายที่ตามแหล่งท่องเที่ยวรับวาดเพียงรูปละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นต่างประเทศขายสูงถึงรูปละ 100 เหรียญสหรัฐ เขาก็ไปจ้างวาดการ์ตูนล้อเลียนคนดังในวงการต่างๆ ใส่คำบรรยายขำๆ เกี่ยวกับรูปนั้น หาจุดขายเด่นๆ โดนๆ ในที่สุดแผนงานของเขาก็ชนะเลิศ

เขาก็เอาแผนงานที่ประกวดมาทำจริง แล้วขายผ่านเว็บไซต์ที่เขาตั้งขึ้นมา ชื่อว่า Dimple Art ใช้เงินลงทุนในการเปิดเว็บครั้งแรก 3 แสนบาท และเว็บของเขาสามารถทำงานได้ถึง 30 กว่าล้านบาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เคยขายดีมากถึงวันละ 400 รูป รูปละ 1,200 บาท ซึ่งแรกๆ ขายดีมากๆ จนช่างวาดๆ ไม่ทัน มีช่างวาดภาพ 30 กว่าคนคอยป้อนงานให้ ปัจจุบันเว็บนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ขายไม่ดีเหมือนในยุคแรกๆ และราคาก็ไม่ดีเท่ายุคแรกๆ เช่นกัน

หลังจากนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เก่งเรื่องอะไร ถนัดงานแบบไหน เขาก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าเก่งเรื่องขายของบนเว็บ ก็เลยคิดว่าน่าจะต่อยอดจากสิ่งที่ถนัดออกไปให้หลากหลายมากขึ้น หลังจากนั้นเขาก็เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้กับเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วกินค่าคอมมิชชั่น เนื่องจากยุคนั้นการค้าขายทางเว็บยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและเว็บในประเทศไทยเมื่อ 14 ปีที่แล้วยังน้อยมาก

หลังจากเว็บแรกประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงปี เขาก็ตั้งเว็บใหม่ขึ้นมาอีกหลายเว็บ โดยเขาตั้งเป้าว่าต้องการมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ แล้วก็วางแผนว่าจะสร้างรายได้อย่างไร เช่น มีเว็บสัก 20 เว็บ ทำรายได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน/เว็บ

ดังนั้น เขาจึงตั้งเว็บขายของหลากชนิดมาก แล้วก็พยายามให้แต่ละเว็บมีรายได้ให้ได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เว็บ ถ้าเว็บใดทำเป้าไม่ถึง เขาก็ตั้งเว็บเพิ่มขึ้นอีก เขาใช้ชื่อจีนของเขาในการค้าขายทางเว็บ คือ ชื่อ “โซวบักทัง” ซึ่งชื่อของเขาเป็นที่รู้จักอย่างดีในเว็บต่างประเทศ ว่าเป็นคนที่ค้าขายหารายได้จากออนไลน์เก่งมาก ซึ่งที่สหรัฐมีคนทำแบบเขาเป็นจำนวนมาก บางคนตั้งเว็บหารายได้รูปแบบต่างๆ คนหนึ่งเป็น 1,000 เว็บก็มี เช่น โซโลอองเทอเพอเนอร์ หรือเรียกกันว่า ผู้ประกอบการฉายเดี่ยว คือ ทำงานสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีลูกน้อง ซึ่งคนไทย (ตอนนั้น) แทบจะไม่มีใครทำแบบเขาเลย ซึ่งเขาก็แปลกใจมากว่าการหารายได้ทางเว็บไซต์แบบถูกกฏหมายนั้นก็สร้างได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมไม่มีคนทำ ซึ่งตัวเขาก็มีเว็บในการทำธุรกิจด้านต่างๆ เกือบ 1,000 เว็บเช่นกัน

เขาให้ความเห็นว่า “สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า เงินทองหมือนน้ำในมหาสมุทรที่ตักไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะมีอุปกรณ์ในการตักใหญ่เล็กแล้วตักไปได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเครื่องมือในการตักเงิน ใครมองเห็นโอกาสก่อนได้ก่อน ซึ่งยุคนั้นมันง่ายมาก ตอนนี้ก็ยังทำได้อยู่นะ เพราะตลาดออนไลน์ ตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเติบโต ยังขยายได้อีก” เขาเล่าให้ฟัง

เมื่อเขาสามารถสร้างรายได้ทางธุรกิจจากเว็บไซต์จากโลกออนไลน์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วก็เริ่มมีเว็บไซต์เล็กๆ เกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาก็เลยอยากช่วยเหลือโดยการรวบรวมเว็บเล็กๆ นั้นมาเป็นเว็บไซต์เดียว แล้วก็พยายามลิงค์สินค้าที่ต้องการจะขายหรือซื้อให้เข้ามาในเว็บเหล่านี้ เพื่อให้เว็บเล็กๆ พอมีรายได้เลี้ยงตัวอยู่กันได้ แล้วเขาเองก็พยายามจะให้ความรู้ข้อแนะนำต่างๆ โดยไม่กลัวว่าจะมาเป็นคู่แข่งเพราะคิดว่ายิ่งให้ยิ่งได้

“ผมเลยตั้งเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมาชื่อ THAI SEO BOARD.com เพื่อช่วยให้คนไทยได้มีความรู้ในการทำเว็บให้เวิร์กทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยเขาเป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกกว่า 1 แสนคน โดยเว็บนี้จะมีข้อมูลให้ความรู้ในการทำเว็บขายของให้ประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งผมจะอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา เป็นเว็บให้เปล่าไม่มีการหารายได้อะไร” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หลังจากให้ข้อมูลแล้วเขาก็รวมเว็บเล็กๆ ที่ทำธุรกิจคล้ายกันซึ่งไม่มีรายได้ ด้วยการไปดึงคนที่สนใจจะลงแอดหรือหารายได้จากเว็บ ทำเป็นแพ็กเกจใหญ่ไปขาย ทำระบบตรงกลางขึ้นมารวมศูนย์ให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกันอย่างลงตัวแล้วแบ่งรายได้กันเอง จนเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บ AD ยิ้ม จนถึงปัจจุบันนี้

 

ปัจจุบันนี้บริษัทของเขารับเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจหรือสินค้าที่ต้องการจะมาเปิดตลาดออนไลน์ หรือตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากธุรกิจใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ที่ประสบความสำเร็จกับตลาดหน้าบ้านกับสื่อหลักแบบเดิมๆ แต่ขาดความเข้าใจเรื่องดิจิทัล โดยเฉพาะเจ้าของหรือผู้บริหารที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป จะไม่ค่อยเข้าใจตลาดออนไลน์

“เราก็จะเข้าไปแนะนำว่าควรทำออนไลน์อย่างไร ให้สินค้าเป็นที่สนใจและขายได้จริง ซึ่งมีลูกค้าอยู่ถึง 400 กว่าราย ทั้งบริษัทใหญ่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ซึ่งตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเริ่มต้น โอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก อย่างที่ประเทศจีน สื่อดิจิทัลมียอดขายแซงสื่อหลักไปนานแล้ว แต่บ้านเรารายได้จากดิจิทัลมีเพียง 30% เท่านั้น นับว่ายังมีอนาคตที่ดีรออยู่ สื่อดิจิทัลใช้งบลงทุนน้อยกว่า แต่เข้าถึงได้เร็วกว่า”

เขาแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะมาทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากจะทำสินค้ามาขาย ต้องหาตลาดหาลูกค้าให้เจอก่อนว่าลูกค้าคุณคือใคร ตลาดอยู่ตรงไหน แล้วค่อยไปหาสินค้ามาให้ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ถ้าเอาสินค้ามาก่อนแล้วไปหาตลาด โอกาสพลาดขาดทุนก็มีเยอะ

สุดท้าย เขาบอกว่า อุปสรรคในการทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลตอนนี้ ก็คือ คนที่เก่งในเรื่องดิจิทัลไม่มากพอกับความต้องการ คนที่เก่งจริงและเข้าใจจริงตรงนี้ยังมีน้อย ทั้งที่โอกาสโตมีอีกมาก เพราะปัจจุบันคนไทยดูมือถือมากกว่าดูทีวีถึง 3 เท่า ดังนั้นนักการตลาดเริ่มเห็นแล้วว่าเงินจะเริ่มไหลเข้ามาสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น โตขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 20% ที่จีนและอเมริกาโตปีละ 30-40% คนในสื่อดิจิทัลที่เก่งเรื่องการตลาดจริงๆ ก็ยังน้อยไม่พอใช้งาน ตัวปลอมเยอะกว่าตัวจริง ที่สำคัญผู้บริหารที่เกิดก่อนยุคนี้ต้องเปิดใจรับว่า โลกยุคนี้สื่อดิจิทัลมีอิทธิพลขึ้นเยอะจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ