จีรนุช บริบูรณ์ ลงมือทำคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ

วันที่ 03 ต.ค. 2559 เวลา 10:58 น.
จีรนุช บริบูรณ์ ลงมือทำคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ
โดย...โยธิน อยู่จงดี

“ย้อนกลับไปตอนที่เราออกจากงานประจำมาใหม่ๆ ตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งเป้าอะไรมาก หวังไว้แค่ว่าเมื่อเราลงทุนในจุดนี้เราจะต้องทำธุรกิจแบบที่ทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด คำถามก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรล่ะที่เราจะเจ็บตัวน้อยที่สุด คำตอบของเราในตอนนั้นก็คือทุกอย่างเราต้องลงมือทำเอง” จีรนุช บริบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราเฟอร์รี่ และนักบริหารดีเด่น 2559 จากงานมอบรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” คนทำดีต้นแบบสังคมแห่งปีใต้ร่มพระบารมีพ่อของแผ่นดิน จาก พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล กล่าว

จากคนเบื้องหลังสื่อสู่เบื้องหน้าธุรกิจที่ชอบ

จีรนุช เล่าย้อนความหลังกว่าจะมีวันนี้ว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากการที่เป็นคนรวย แล้วสมัยเด็กๆ ก็ไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่งออกจะเกเรด้วยซ้ำ ตอนเรียนมัธยมต้นก็ไม่ได้เรียนที่ จ.น่าน แต่ครอบครัวส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำใน จ.นครปฐม “สมัยก่อนนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนประจำมักจะเป็นเด็กที่มีปัญหา เราก็จัดเต็มเหมือนกัน แต่พอเริ่มเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลายที่จะต้องตั้งเป้าสอบเอนทรานซ์ ก็ต้องไปเรียนที่อื่นๆ เพราะเกรดเราไม่ผ่าน ก่อนหน้านี้เราคิดเสมอว่า ทำไมเราจะต้องมาเรียนในโรงเรียนประจำทั้งที่เราอยากจะอยู่บ้านกับพ่อแม่มากกว่าที่จะมาเรียนไกลบ้านแบบนี้ ก็เริ่มเกเรพอขึ้นเรียนชั้น ม.ปลาย ก็กลับไปเรียนที่ จ.น่าน แต่เรียนไปได้แค่ 1 สัปดาห์ก็ถูกพักการเรียน เพราะไปมีเรื่องกับเด็กโรงเรียนอื่นทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเราด้วยนะ พอพักการเรียน 1 ปี คราวนี้ก็ใช้ชีวิตเต็มที่มาก และพอกลับมาเรียนใหม่ก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น ผลการเรียนก็ถือว่าปานกลางไม่ได้เก่งมาก ไปได้เรื่อยๆ เรียนจนจบก็ต้องเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

 

“ตอนนั้นเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยหอการค้า ในคณะบริหารธุรกิจ และด้วยความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเรียนนิโรงเรียนประจำมาตลอดไม่เคยออกไปเที่ยวที่ไหน พอเข้ามาอยู่ใจกลางเมืองในยุคที่อาร์ซีเอ กำลังรุ่งเรืองเข้าหน่อยก็หลงไปเลยเรียนช้าไปอีก 1 ปี พอกลับมาก็อยากจะกลับมาให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาหน่อย จึงตัดสินใจไปเรียนต่างจังหวัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เอกนิเทศศาสตร์ เพราะจะได้แยกออกจากตัวเมืองแล้วตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะที่มหาวิทยาลัยนี้เน้นในเรื่องเทคโนโลยี แต่มีสาขานี้สาขาเดียวที่เราสามารถเรียนได้เพราะเราเรียนสายศิลป์มา พอเรียนไปแล้วก็ถือว่าสนุกดีได้เรียนรู้ในเรื่องการทำงานข่าวและเรียนรู้เรื่องของการบริหารธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

“พอเรียนจบเราได้มีโอกาสเข้าฝึกงานที่ อสมท ในรายการที่มีชื่อเสียงของช่อง 9 หลายรายการมาก อย่างรายการถึงลูกถึงคน รายการเจาะใจ ก็ได้เก็บประสบการณ์ในการทำงานข่าวจากพี่ๆ พอเรียนจบประมาณปี 2551 ก็มีพี่ชวนเข้าทำงานที่ อสมท แล้วเราก็ทำงานในวงการสื่อได้ไม่นานเพราะเรารู้สึกตัวแล้วว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่คนที่ชอบทำงานอยู่ในกรอบ จึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจด้านความสวยความงาม

“เพราะในช่วงที่เรายังทำงานเป็นสื่ออยู่เราได้สัมภาษณ์แหล่งข่าว เช่นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับประเทศหลายคนทำให้เรามีความรู้ในเรื่องสุขภาพและความสวยความงามไปด้วยในตัว มีประสบการณ์ในเรื่องการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ทำให้เรารู้สึกสนใจที่จะเริ่มทำธุรกิจเครื่องสำอาง”

 

เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

“เราเริ่มลงมือทำตั้งแต่เรียนรู้ในเรื่องของกระบวนการผลิต เรียนรู้ในเรื่องของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ภายในครีมใช้แล้วมีผลอะไรกับผู้ใช้เราต้องศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่เรื่องของการบริหารจัดการของธุรกิจ การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง การตลาด การทำบัญชี เราเรียนรู้เองทุกอย่างเราลงมือทำเองทุกอย่าง เพราะเราชอบในธุรกิจนี้เป็นทุนเดิมจึงทำให้เรามั่นใจว่าเราจะต้องทำได้”

แต่ทุกเส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงแรกของการเปิดบริษัทเธอประสบปัญหาในการไม่สามารถผลิตครีมได้ตามที่ต้องการ ล้มเหลวจนถึงขั้นต้องทิ้งครีมที่ผลิตทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

“จุดหนึ่งที่เรายึดมั่นในใจเสมอก็คือ เราต้องการผลิตสินค้าที่ดีที่สุดออกมาสู่ตลาด แต่เมื่อสิ่งที่ผลิตออกมาไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เป็นครีมที่ไม่ได้คุณภาพ เราก็ได้ทำการทิ้งไปทั้งหมดเสียเงินลงทุนไปมาก แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้จักว่าเราควรจะหาโรงงานผลิตครีมคุณภาพดีได้จากที่ไหน

“หลังจากนั้นเราก็เอาไปให้โรงงานของญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย ซึ่งมีมาตรฐานสูงมากขนาดเราเป็นคนจ้างผลิต เขายังไม่ยอมปรับตามสูตรที่เราบอก เพราะเขามีองค์ความรู้ในการผลิต มีระบบที่ชัดเจนว่าทำออกมาแล้วได้ผล ไม่ใช่ใส่อะไรลงไปก็ได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา เขาให้เหตุผลกับเราเพราะว่าสูตรที่เขาทำการผลิตนั้นผ่านการค้นคว้าและการวิจัยจึงเป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยกับผู้บริโภคมากที่สุดและได้ประสิทธิภาพในการดูแลผิวของผู้บริโภคของลูกค้ามากที่สุด สุดท้ายธุรกิจก็กลับมาเดินหน้าได้อย่างที่เราต้องการ

 

"จนมาเริ่มทำการตลาดด้วยการออกสื่อตามช่องต่างๆ ก็ได้ผลตอบรับกลับมาดี มีลูกค้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งการออกสื่อเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่ช่วยทำให้ลูกค้าได้รู้จักได้แนะนำ และสร้างความน่าเชื่อถือไปในตัว แม้ว่าในการออกรายการแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก ก็มีบ้างเหมือนกันที่ออกสื่อไปแล้วลงทุนไปแล้วผลตอบรับไม่ได้กลับมาดีอย่างที่คาด แต่นั่นก็ไม่เป็นไรถือว่าเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่าเราควรจะออกช่องไหนอย่างไรและลงทุนในการออกสื่อแต่ละครั้งเท่าไหร่

“หลังจากออกสื่อแล้วก็มีปัญหาตามมาอีกอย่างก็คือ เรื่องของการรับออร์เดอร์ ด้วยความที่เราต้องการจะทำธุรกิจด้วยตัวเองมาตลอด จึงเกิดปัญหาเรื่องการรับออร์เดอร์ไม่ทัน ทำให้แทนที่เราจะมารับลูกค้าหลากหลายได้อย่างมหาศาลในช่วงนั้นและในช่วงแรกของการทำธุรกิจรับโปรโมทตัวเองอย่างมากด้วยการไปออกรายการต่างๆ แนะนำสินค้าให้คนรู้จักว่าสินค้าของเรานั้นดีอย่างไรและเมื่อมีผลตอบรับกลับมาปรากฏว่าปัญหาของเราก็คือรับลูกค้าไม่ทัน จึงตัดสินใจใช้บริการของโอเปอเรเตอร์ช่วยในการรับสายและจ้างคนเข้ามาช่วยรับคำสั่งซื้อ

"มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจว่าในการโทรเข้ามาในแต่ละครั้งเรามีสายเรียกเข้าเป็นพันครั้ง แต่เรามีความสามารถในการรับสายเพียงแค่ 20 สายเท่านั้น ซึ่งทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้เงินตรงนั้นไปเยอะ แต่ถ้าเราจ้างเอาต์ซอร์สเข้ามาช่วยในการบริการเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ก็ต้องเสียค่าเปอร์เซ็นต์แล้วอย่างน้อย 30% แต่เมื่อเทียบกันแล้วเราก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับธุรกิจนี้ต่อไป

"สุดท้ายเราก็ตัดสินใจสร้างทีมคอลเซ็นเตอร์สร้างระบบการบริหารจัดการเอง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสั่งสินค้า ซึ่งก็ช่วยทำให้เราเพิ่มโอกาสในการรับสินค้าที่ลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี จนเรียกได้ว่าตอนนี้เราเป็นเพียงไม่กี่เจ้าในธุรกิจครีมบำรุงผิวที่เกิดในช่วงบูมและยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ต่อได้ถึงทุกวันนี้ในช่วงที่คนอื่นอยู่ในช่วงขาลง แต่เรายังคงมียอดขายที่ดีอยู่”

 

ลงมือทำเองเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ

จีรนุช ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จจนมีวันนี้ได้ ก็คือการที่เราใส่ใจในลูกค้า หากยังจำกันได้เมื่อก่อนเราก็จะเห็นการตลาดในการขายครีมที่ใช้พริตตี้เข้ามาช่วยในการโปรโมทสินค้า ใช้เรื่องการจูงใจโชว์เงินโชว์รายได้แล้วบอกว่ามาขายครีมแล้วเรามารวยด้วยกัน ซึ่งการตลาดแบบนั้น ไม่ใช่การตลาดที่ดี เรามองว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของการสร้างรายได้ แต่เป็นการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคมากกว่ามันถึงจะเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนและประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

อีกจุดหนึ่งก็คือการลงมือทำและเรียนรู้จากประสบการณ์ทุกอย่างในทำงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการขายสินค้า และมองหาช่องทางใหม่ที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต เช่น เรื่องของการตลาด ตอนนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าต้องมุ่งเป้าไปทางโซเชียลมีเดียมากขึ้นซึ่งย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเราก็มองว่า โซเชียลมีเดียนี่ล่ะที่จะเป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น อะไรที่เรามองเห็นว่าเป็นอนาคตแล้วก็กลับทันทีเราไม่รอ

ส่วนรางวัลที่ได้รับเราก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รางวัลนี้มา อาจจะเป็นเพราะเราเป็นธุรกิจที่มียอดจำหน่ายสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ ลูกค้าให้การยอมรับและพูดถึงในวงกว้าง ประกอบกับการที่เราให้ความสำคัญในเรื่องการออกสื่อและทำการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งที่มีพนักงานเพียงไม่กี่คน และการที่เราลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่แรกทำให้เราเห็นภาพกระบวนการทำงานและเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาเราก็จะรู้ได้ในทันทีว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร และควรจะแก้ไขอย่างไรให้ถูกต้อง ดังนั้นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารธุรกิจควรให้ความใส่ใจ ธุรกิจถึงจะประสบความสำเร็จด้วยดี

บทความแนะนำ