ประไพศรี ประเสริฐแก้ว นักธุรกิจที่ดี ต้องยึดมั่นคุณธรรม

วันที่ 16 พ.ค. 2559 เวลา 11:39 น.
ประไพศรี ประเสริฐแก้ว นักธุรกิจที่ดี ต้องยึดมั่นคุณธรรม
โดย...วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การทำธุรกิจทั้งหลายบรรดามีไม่ว่าใครก็ต้องการผลกำไร เพราะยิ่งกำไรมากเท่าใดก็ยิ่งการันตีความเจริญมั่นคงและความอยู่รอดของบริษัทมากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คนที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่จึงมุ่งเป้าไปที่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง บางครั้งอาจละเลยเรื่องของคุณธรรมหรือธรรมาภิบาล

ทว่า สำหรับหญิงเก่งมากความสามารถคนนี้ น้ำตาล-ประไพศรี ประเสริฐแก้ว เจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊กติดเบสต์เซลเลอร์ “พ่อจนสอนให้รวย 4 ปี 4 ร้อยล้าน” สาวหนองคาย วัย 40 ผู้ไปตั้งรกรากสร้างธุรกิจอย่างมั่นคงที่เชียงใหม่ กล้าพูดได้เต็มปากว่าการทำธุรกิจของเธออยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและไม่ได้มองผลกำไรเป็นที่ตั้ง เธอเชื่อว่าถ้าทำธุรกิจบนพื้นฐานของคุณธรรมไม่เอาเปรียบลูกค้าแล้วกำไรจะมาเอง เพราะลูกค้าให้ความเชื่อมั่นศรัทธา

ธุรกิจที่เธอทำอยู่ในปัจจุบันมี 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับงานโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด เช่น รับจัดกิจกรรมงานเปิดตัวสินค้า ห้างร้าน องค์กร (Grand Openning) กิจกรรมส่งเสริมการขาย งานประกวดต่างๆ งานเทศกาล โรดโชว์ เอ็มซี พริตตี้ แดนเซอร์ วางแผนการตลาดและบริหารงานขาย รับผลิตและออกแบบนิตยสาร โปสเตอร์ โบรชัวร์ นามบัตร รับผลิตและออกแบบป้ายทุกประเภท รวมถึงงานสติ๊กเกอร์และบูธแสดงสินค้า

บริษัทที่ 2 บริษัท เชียงใหม่ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ ทำเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรม สัมมนาทุกรูปแบบ และบริษัท เดอะจิ๊กซอว์ ดีเวลลอปเม้นท์ ธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รู้จักดีในเชียงใหม่และเป็นธุรกิจที่ทำให้น้ำตาลประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการเงิน เพราะตลอด 4 ปีที่ทำโครงการจิ๊กซอว์ คอนโดมิเนียม ตั้งแต่โครงการหนึ่ง โครงการสอง โครงการสาม สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทถึง 400 ล้านบาท

 

ใครจะคิดว่าลูกชาวนาที่มาจากครอบครัวยากจน มีพี่น้อง 10 คน และเธอเป็นคนที่ 9 จะนำพาตัวเองก้าวมายืนอยู่จุดนี้ได้อย่างทรนงองอาจไม่อายใคร ถือเป็นตัวอย่างของลูกอีสานขนานแท้ที่สู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เหนืออื่นใดน้ำตาลมีแบ็กดีศรีประเสริฐคือคุณพ่อที่เป็นคนวัดใกล้ชิดพระศาสนา (ตอนนี้จากเธอไปแล้ว) คอยพร่ำสอนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีตั้งแต่เล็กจนโต

ถึงบรรทัดนี้ชีวิตและงานของน้ำตาลจึงน่าสนใจเพราะชีวิตของเธอสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี แม้เป็นเด็กบ้านนอกและฐานะทางบ้านยากจน แต่เธอมีความมุ่งมั่นแรงกล้า เวลาทำอะไรจะตั้งใจและทุ่มเทเต็มที่ ตั้งแต่เรียนหนังสือก็หาเงินส่งตัวเองเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาโทไม่ทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน

 

“ตาลจบ กศน.แล้วย้ายจากหนองคายมาอยู่กับพี่สาวที่เชียงใหม่ เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพายัพ เพราะพ่อสอนว่าถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องเรียน ปีแรกเรียนมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษจนสามารถพูดอังกฤษได้ค่อนข้างเยอะ แต่ขึ้นปี 2 เปลี่ยนมาเรียนนิเทศศาสตร์เพราะรู้ว่าตัวเองชอบพูดชอบคุย ชอบพรีเซนต์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ช่วงเรียนได้ทำงานไปด้วย โดยไปสมัครเป็นผู้ช่วยดีเจตามสถานีวิทยุ จัดรายการแทนดีเจบ้าง ทำสกู๊ปข่าวส่งบ้าง ส่งตัวเองเรียนจนจบ”

หลังจบปริญญาตรีจึงได้ไปสมัครทำงานเป็นเออีที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เป็นเวลา 3 ปี จนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจโฆษณา จึงออกมาเปิดบริษัทของตัวเองในปี 2547 คือ บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ทำธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์

“ช่วงแรกเราเป็นเอเยนซี เป็นผู้วางแผนโฆษณาไม่ได้ผลิตเอง ธุรกิจดีมาก มีงานเข้ามาเรื่อยๆ แต่พอธุรกิจดีหน่อย ปีที่ 3-4 ก็มีคนเปิดตามมากขึ้น เกิดการแข่งขัน มีการตัดราคาอย่างรุนแรง เราเป็นเอเยนซีนี่ลำบากเลยเพราะต้องจ้างเอาต์ซอร์ส คิดตลอดเวลาทำยังไงบริษัทจะอยู่ได้ จึงหันไปจับงานขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จวบวันหนึ่งโอกาสพลิกผันนำพาชีวิตมาเป็นดีเวลลอปเปอร์จนถึงปัจจุบัน”

นักธุรกิจหญิงเมืองหนองคาย เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบมองอะไรสองมุมและชอบตั้งคำถามอยู่เสมอ ประกอบกับเป็นคนช่างสังเกต วันหนึ่งขับรถไปมองเห็นป้ายโฆษณาอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ผุดขึ้นเยอะ แต่ละโครงการต้องการเซลส์ ทำให้มองเห็นหนทางในการทำให้บริษัทอยู่ได้ จึงฟอร์มทีมงานขายขึ้นมาแล้วไปเสนอต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง

“ความที่เรามีพื้นฐานด้านการพูด ถนัดในการพรีเซนต์ จึงฟอร์มทีมงานขายเล็กๆ ขึ้นมาสองสามคนกับตัวเรา ได้ไปบริหารงานขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการหนึ่ง และด้วยความที่เราเป็นเออีเก่าและมีวิญญาณของการนักบริการในตัวเองทำให้สามารถปิดโครงการซึ่งไม่ใหญ่นัก คือ บ้านจำนวน 20 หลังได้ใน 6 เดือน เจ้าของโครงการชื่นชมมาก แต่เราได้มากกว่าที่เจ้าของโครงการตรงที่เริ่มเห็นว่าเงินไม่ได้หายาก เพราะพอเข้าไปบริหารไม่ได้ลงทุนอะไรมากก็แค่ลงทุนความรู้เท่านั้น ทำให้เจ้าของโครงการเชื่อว่าเราขายได้”

น้ำตาล เล่าต่อว่า พอปิดโครงการได้ก็มีการจ้างต่อ ทำให้ทีมของเธอมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในเชียงใหม่ จนกระทั่งได้มาบริหารการขายโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งก็คือ จิ๊กซอว์ คอนโดมิเนียม (ต่อมาโครงการนี้เธอทำเอง) ซึ่งเจ้าของมีหลายคน เซ็นสัญญาล็อตแรกเธอทำได้ตามเงื่อนไข สามารถขายได้เกือบ 25 เปอร์เซ็นต์ของการขายทั้งหมด แต่ทำไปได้สักพัก ต่อสัญญารอบสองก็เกิดปัญหาถึงขั้นจะล้มโครงการ

“เชื่อไหมโครงการนี้ยังไม่ได้มีอะไรเลย ทีมของตาลขายกระะดาษและความน่าเชื่อถืออย่างเดียว ลูกค้าซื้อเพราะเชื่อถือในเราและทีมของเรา แต่จู่ๆ มาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แล้วเราเป็นคนเซ็นสัญญากับลูกค้ามันพันตัวเราด้วย เลยคิดว่าถ้าเจ้าของล้มโครงการลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรเพราะที่เขาตัดสินซื้อนั้นเพราะเขาเชื่อในเรา จึงปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านก็บอกว่าถ้าไม่ทำก็ต้องฟ้องกันยาว เพราะเอาเงินลูกค้ามาแล้วและเงินก็เข้าบริษัท ส่วนเราก็เสียชื่อไปด้วย”

นักธุรกิจหญิงคนเก่งยอมรับว่า ช่วงนั้นปัญหาหนักหน่วง เพราะมีเรื่องของการดำเนินการทางกฎหมายด้วย แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและเห็นว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยคงไม่ดีแน่ จึงคุยกับเจ้าของโครงการและผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง บอกไปว่า ถ้าโครงการเป็นของเธอจะสามารถปิดโครงการได้แน่นอน

 

“คำพูดของตาลทำให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นซึ่งเป็นเพื่อนของพี่สาวและท่านก็เห็นพัฒนาการของตาลมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าตาลลองได้ทำอะไรแล้วมุ่งมั่นทุ่มเท ท่านถามตาลว่าถ้ามั่นใจจะทำต่อไหมจะหาทุนให้ เลยบอกท่านว่าจะทำต่อ และเป็นโชคดีที่เจ้าของที่ดินให้ผ่อนเป็นปี ในที่สุดตาลทำโครงการนี้ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องสำเร็จในช่วง 4 ปี (2552-2556) มีรายได้อยู่ที่ 400 ล้านบาท”

นักธุรกิจหญิงจากเมืองหนองคาย กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2556-2557 เป็นช่วงที่ธุรกิจอยู่ตัว โดยเฉพาะบริษัทโฆษณา บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักก็ออโตรันโดยเธอไม่ได้เข้าไปยุ่งเพราะวางระบบไว้ดีแล้ว ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างก็ขายหมดแล้ว ส่วนที่ดินที่มีก็จะไปขึ้นก็ไม่ได้เพราะอสังหาริมทรัพย์ล้นตลาด และด้วยความที่เป็นคนอยู่ว่างไม่เป็นจึงหันจัดสัมมนา “รวยด้วยอสังหา” เพื่อให้ความรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่คนที่สนใจ ซึ่งผลตอบรับดีมาก

“ก่อนที่จะจัดสัมมนาก็มีคนมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ทั้งเจ้าของโครงการ ทั้งคนที่อยากซื้อ รวมถึงมีหลายโครงการจ้างไปเทรนฝ่ายขาย เลยคิดว่าถ้าจัดสัมมนาน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจ ตาลมองว่า ดีเวลลอปเปอร์ (นักพัฒนา) มักมีข้อเสียคือสร้างมาแล้วขายๆ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่ตาลจะมองว่าคนที่ซื้ออสังหาบางคนต้องเก็บเงินทั้งชีวิต ดีเวลลอปเปอร์ต้องสร้างสิ่งที่ดี ไม่ใช่ขายเอากำไรอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้ทำธุรกิจเอาแต่กำไร เลยทำให้รู้สึกว่าเจอแต่ดีเวลอปเปอร์ที่แย่ๆ สงสารคนที่ไปซื้อเจอโครงการที่หลอกลวงบ้าง เอาเปรียบบ้าง”

น้ำตาล กล่าวว่า การสัมมนาเธอจะเอามุมที่ตัวเองเป็นดีเวลลอปเปอร์ทุกอย่างมาเล่าให้คนฟัง เช่น ถ้าจะซื้อต้องดูโครงการแบบไหนที่ไม่เอาเปรียบลูกค้า สัญญาต้องดูอะไรที่ซ่อนอยู่ โครงการไหนที่รับประกันก็ต้องเขียนไว้ในสัญญา ถ้าไม่อยู่ในสัญญาแสดงว่าโครงการไม่รับประกัน ไม่ต้องซื้อโครงการแบบนี้ทำไปก็ทะเลาะกัน นอกจากนี้ยังสอนหลายเรื่อง เช่น สอนให้ดูสัญญา สอนการเลือก การสกรีนโครงการที่ดี เลือกห้องและสอนวิธีกู้แบงก์ เป็นต้นอย่างครบถ้วน

“จริงๆ ตาลเปิดเพจให้ความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์มาก่อน มีคนอินบ็อกซ์มามากหลากหลายปัญหา เช่น บางคนเจอโครงการไม่คืนเงิน ยึดเงิน บางโครงการไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณา ซึ่งตาลว่าคนทำธุรกิจสมัยนี้คุณธรรมลดลง ไม่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ตาลจึงอยากจะสร้างดีเวลลอปเปอร์ที่สร้างเหมือนเรา มองเหมือนเรา คือมองคนที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักหลังเขาต้องเก็บเงินมาทั้งชีวิต ก่อนซื้อเขาก็ต้องอยากได้สิ่งที่ดี

การทำธุรกิจที่ดีต้องประกอบด้วยคุณธรรมเสมอ สำหรับตาลแล้วไม่ว่าจะทำอะไร ธุรกิจอะไร ตาลจะยึดมั่นในคุณธรรม ไม่คิดและไม่เคยเอาเปรียบลูกค้า ไม่เคยเอากำไรเป็นที่ตั้ง แต่ตาลเชื่อว่าให้สิ่งดีๆ ต่อลูกค้าแล้วเราก็จะได้สิ่งดีๆ กลับมาอย่างแน่นอน ตาลเชื่อในคำที่พ่อสอนเสมอ ที่ว่าทำอะไรก็ขอให้ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องดีงามและไม่ผิดศีลธรรม” นักธุรกิจหญิงเมืองหนองคายทิ้งท้าย