รวิสรา เวชากร ดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย

  • วันที่ 21 เม.ย. 2559 เวลา 11:21 น.

รวิสรา เวชากร ดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย

โดย...วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวน้อยวัย 20 ปี นิสิตปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคอินเตอร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซี-รวิสรา เวชากร สมาชิกบ้านคนรักม้า และทายาทยูโรเปียนฟู้ด เธอคือหนึ่งในดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยประเภทศิลปะการบังคับม้าซึ่งน่าจับตามอง ที่เคยเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยเธอทำผลงานได้ดีในลำดับที่ 5 ประเภทบุคคลแบบเกินความหมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการได้รับสนับสนุนเป็นอย่างดีจากฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย

“นักกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะบังคับม้าในเมืองไทยมีน้อยมาก เพราะกีฬาประเภทนี้ต้องฝึกซ้อมเยอะและนานกว่าประเภทอื่นๆ ทำให้คนไม่รักจริงเบื่อในที่สุด อย่างซีต้องฝึกซ้อม 2-3 ชั่วโมง/วัน เพราะศิลปะการบังคับม้าเหมือนยิมนาสติก เราต้องให้เวลาม้ายืดเส้นยืดสาย ให้ม้าวอร์มร่างกาย เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับม้า ม้าก็ต้องอารมณ์ดีไม่เครียดเพราะเขาต้องทำตามคำสั่งเรา บางครั้งม้าอยู่ในคอกเขาอารมณ์ดีไม่ดี วันนี้อยากเชื่อฟัง เราต้องจับอารมณ์ม้าให้ได้ทั้งขณะฝึกซ้อมและลงแข่ง เพราะต้องสั่งให้ม้าทำท่า ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักนิสัยม้าระดับหนึ่ง เขากลัวอะไร เวลาเขาดื้อเราต้องรู้วิธีปราบ เช่น บางตัวชอบให้ดุ บางตัวยิ่งดุยิ่งดื้อ แต่เราอยู่กับเขานานเป็นปี อยู่ด้วยกันทั้งวัน เราจะรู้ว่าเราจะดีลกับเขาอย่างไร ตอนนี้ซีมีม้า 3 ตัว 2 ตัวชื่อคาลอส กับแจ๊ส แต่แจ๊สเลี้ยงไว้ที่เยอรมนี”

รวิสรา อธิบายต่อว่า เดรสสาจ คือ ศิลปะบังคับม้า ผู้ขี่นั่งบนหลังม้าแล้วบังคับทำท่าเหมือนยิมนาสติก ห้อยขา ไขว้ขา สะบัดขา โชว์ลีลาสวยงาม เดินหมุนเป็นวงกลม มีคณะกรรมการให้คะแนนการควบคุมระหว่างคนกับม้า ให้มีลีลาออกมาสวยงาม

 

“ซีเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยเริ่มตอนอายุ 17 ปี ร่วมแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ผลที่ได้คืออันดับที่ 26 ประเภทบุคคลของเอเชีย ถือเป็นลำดับที่ซีพอใจนะคะ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปแข่งระดับอาเซียนซึ่งมีระดับท็อปๆ ของเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีนมาเจอกัน ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทยก็ต้องฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวแข่งต่อไปในกีฬาซีเกมส์ที่มาเลยเซีย ปี 2017 และเอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซีย ตอนนี้เราฝึกซ้อมหนักมาก แต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนด้วย”

แมตช์การแข่งขันครั้งที่ประทับใจสำหรับน้องซี คือ เอเชียนเกมส์ที่อินชอน เกาหลีใต้ เพราะไปแข่งได้ครบทีมขี่ม้าทั้งทีม 12 คน ทำให้นักกีฬารู้สึกถึงความเป็นทีม เกิดฮึกเหิม ฝึกซ้อมกันเป็นทีม ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามาแข่งเพื่อชาติจริงๆ มีการเก็บคะแนนเป็นทีม ผลการแข่งขันทีมไทยได้อันดับ 6 ซึ่งถือเป็นอันดับที่น่าพอใจ

ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย แน่นอนสร้างทั้งความภาคภูมิใจในตัวเองและวงศ์ตระกูล เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมีธงชาติไทยติดที่หน้าอกด้านซ้าย ในฐานะนักกีฬาขี่ม้าชุดใหญ่ทีมชาติไทย การเตรียมตัวสำหรับกีฬาขี่ม้าในรายการถัดไป ทำให้รวิสราต้องตัั้งใจฝึกซ้อม 2-3 วัน/สัปดาห์ วันละ 2-3 ชั่วโมง ใช้ม้า 2 ตัวในการซ้อมเพื่อให้ม้าร่างกายฟิต ไม่เหนื่อยจนเกินไป เพราะเธอต้องการพัฒนาฝีมือให้มากกว่าคนอื่นๆ ที่ได้ฝึกซ้อมทุกวัน เพื่อสานความฝันอยากเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งโอลิมปิกดั่งเช่นรุ่นพี่ๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นอกจากฝึกซ้อมในเมืองไทยแล้ว ก็ต้องส่งตนเองไปลองประสบการณ์ใหม่ๆ ฝึกซ้อมขี่ม้ายังต่างประเทศด้วย

 

“เกือบทุกปีตอนปิดเทอม คุณพ่อจะส่งซีไปฝึกซ้อมเมืองนอกซึ่งไม่สบายเลย เราต้องเลี้ยงม้า เก็บขี้ม้า ให้อาหารม้าเอง ซึ่งซีวางแผนว่าปีหน้าจะคัดตัวทีมชาติไปแข่งซีเกมส์ และเตรียมตัวเพื่อขี่กรังด์ปรีซ์ให้ได้ ซีวางแผนไปเทรนที่เยอรมนีเหมือนเดิมกับโค้ชที่เป็นทีมชาติศิลปะบังคับม้าของเยอรมนี เขาจะสอนให้เราไปแข่งระดับกรังด์ปรีซ์ได้ ซีคิดว่าความยากของการศิลปะบังคับม้าอยู่ตรง เรากับม้าต้องรวมกันเป็นหนึ่ง จึงเป็นการแข่งขันที่ยาก เวลาแข่งก็จะมีอุปสรรคที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็ต้องใช้สติ วางแผนล่วงหน้า กฎจะออกมาแบบไหน เราต้องเตรียมตัวเอง ซึ่งโอกาสที่ซีจะไต่เต้าขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของชนิดกีฬาชนิดนี้ ก็เป็นเรื่องยากเพราะมีนักกีฬาชาวญี่ปุ่นอายุ 70 ปีไปแข่งที่โอลิมปิกแล้วครองแชมป์อยู่ เขาเจอม้ามาหลายตัวกว่าซี อีกทั้งกีฬาชนิดนี้ไม่จำกัดอายุนักกีฬา แต่มีหลายคนอายุ 30 40 ก็เลิกแข่งแล้ว”

สำหรับการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมาถึงในปีหน้า เธอไม่หวังเหรียญรางวัลในประเภทเดี่ยวบุคคลศิลปะบังคับม้า แต่อยากได้เหรียญประเภททีม ซึ่งประเทศที่น่ากลัวที่สุดคือ อินโดนีเซียและสิงคโปร์

“จริงๆ ซีอยากทำแรงกิ้งอยู่ในท็อปไฟว์ดีกว่า เพราะนักแข่งแต่ละคนประสบการณ์เยอะกว่าซีมาก อีกทั้งจำนวนเหรียญรางวัลก็น้อยกว่า แข่งทั้งหมด 50 คน แต่ชิงเหรียญกันแค่ 6 เหรียญจาก 3 ประเภท ซีจึงมีความสุขกับการได้ลงแข่งขัน ซึ่งได้เหรียญก็ดี แต่เราได้ประสบการณ์มันยิ่งใหญ่กว่า เพราะการไปแข่งทำให้เราได้เจอนักกีฬาคนไทยคนอื่น หรือประเทศอื่น ประสบการณ์ตรงนั้นดีกว่า เหรียญเหมือนเป็นเครื่องการันตีว่า คุณเก่งคู่ควร คนที่ไม่ได้ก็ต้องทุ่มเทมากกว่านี้ แต่ระหว่างทางมันก็สนุก ก็อยากให้กองเชียร์คนไทยอดทนเชียร์ต่อไป เพราะนักกีฬาขี่ม้าคนไทยก็พัฒนาตนเองมากขึ้นทุกปี”

 

อย่างไรก็ดี อนาคตของการเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยอนาคตไกลอย่างเธอก็คือ อยากเข้าแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์ซึ่งตอนนี้ซีอยู่ระดับพรี เซนต์จอร์จ เธออธิบายว่า การขี่ม้าจะแบ่งเป็นเลเวล อย่าง พรี เซนต์จอร์จ เปรียบเหมือนการแข่งขันระดับเอเชียนเกมส์ แต่กรังด์ปรีซ์เหมือนการแข่งขันระดับโอลิมปิก

“ซีคิดว่าไปถึงตรงนั้นได้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงของศิลปะบังคับม้า แต่เราต้องไปฝึกซ้อมที่เมืองนอก ต้องมีโค้ช ฝึกซ้อมกับม้าที่ขี่กรังด์ปรีซ์เป็น มีคนขี่เป็นมาสอนเราซึ่งเป็นความฝันที่อยากทำ ซีมีกำหนดไปฝึกซ้อมที่เยอรมนีช่วงปิดเทอมตอนธันวาแล้วอยู่ซ้อม 2-3 เดือน เพื่อเราจะได้เรียนรู้เทคนิคการขี่ม้าเยอะๆ และเปลี่ยนครูเปลี่ยนม้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งเทคนิคและตำราสอนของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน เช่น เยอรมนี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศสซึ่งกีฬาประเภทนี้เขาเก่งมาก การที่เราเจอม้าหลายๆ ตัวก็ทำให้เราได้เจอปัญหาที่หลากหลายเราจะได้แก้ปัญหาของม้าหลายประเภท ซึ่งคอกม้าที่ซีไม่ฝึกซ้อมก็มีนักกีฬาโอลิมปิกสอนอยู่ 2-3 คน ซึ่งเขาเก่งมากและเขาไม่ยึดติดกับความสำเร็จตรงนั้น เขาจะมองไปข้างหน้าตลอดว่า เขาจะพัฒนาต่อไปอย่างไร มันสอนให้เราตั้งใจเล่นกีฬามากกว่าคิดว่าเราได้รางวัลอะไรมาบ้าง สอนให้เราไม่หลงระเริงกับชื่อเสียงค่ะ”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ