ราม ลาดอุ่น ชีวิตชิดธรรมชาติคือความสุขยั่งยืน

วันที่ 24 ธ.ค. 2558 เวลา 10:34 น.
ราม ลาดอุ่น ชีวิตชิดธรรมชาติคือความสุขยั่งยืน
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ ราม ลาดอุ่น

ชีวิตของคนเราตอนยังหนุ่มสาวก็มักจะโลดแล่นอยู่ในเมืองหลวง ทำงานตามที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ชีวิตแบบมีสีสันแต่บางครั้งนั้นอาจไม่ใช่เป้าหมายจริงๆ ที่ต้องการ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อทำงานในเมืองไปสักพักใหญ่จนดูเหมือนว่าบางทีร่างกายโดนดูดพลังไปจนเกือบหมดแรง พอถึงวัย 30 ปลายๆ ก็มักจะมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจใหม่ ต้องทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันใช่ทางที่ต้องการแน่หรือเปล่า จังหวะชีวิตจะบอกเองว่าคุณต้องตัดสินใจอีกครั้ง เหมือนเช่นเขาคนนี้ ราม ลาดอุ่น เจ้าของฟาร์มออร์แกนิกฟรุต ที่ทำผลไม้ส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรป

หนุ่มรูปหล่อท่าทางใจดีวัย 38 ปี ด้านการศึกษาเขาจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด เคยทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัทส่งออกข้าวขนาดใหญ่อยู่หลายปี ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

เขาเล่าถึงจุดพลิกผันในชีวิตที่ต้องลาออกจากการเป็นผู้บริหารในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดมาเป็นเกษตรกรทำสวนออร์แกนิกแบบเต็มตัว

 

“คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็เลยอยากจะกลับมาดูแล เพราะพอเรียนจบก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่เคยอยู่ดูแลท่านจริงๆ จังๆ เลย คิดว่าถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว ที่จริงสนใจเรื่องการทำเกษตรแบบปลอดสารเคมีมานานแล้ว ตอนอายุ 27 ปี ก็เคยมาเปิดโรงงานทำผลไม้อบกรอบแบบออร์แกนิกอยู่ช่วงหนึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ เพราะยังไม่ได้ออกมาทำเต็มตัว คือที่บ้านบอกเรียนมาตั้งเยอะจะมาทำสวนทำไร่ทำไม ก็ค่านิยมสมัยก่อนก็อยากให้ลูกทำงานบริษัทใหญ่เหมือนกันหมด ตั้งแต่ตอนนั้นก็หาข้อมูลมาเรื่อยๆ ยังไม่กล้าลุยเต็มตัว จนกระทั่งคุณแม่ป่วยก็เลยตัดสินใจทันทีกลับบ้านมาซื้อที่เพิ่ม 20 ไร่ แถวบ้านทำสวนออร์แกนิกส่งออกเป็นเรื่องเป็นราว”

เขาบอกว่าพอคุณแม่ป่วยนี่ มันให้บทเรียนกับตนเองหลายอย่างว่าเงินซื้อสุขภาพดีไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลือกว่าจะเอาเงินหรือเอาสุขภาพ และเพื่อจะได้มาดูแลคนที่รักในช่วงสุดท้ายด้วย ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า ก็มาลุยโรงงานผลไม้อบแห้งอย่างจริงจัง โดยส่งไปยังเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ซึ่งเป็นลูกค้าเดิมๆ ที่เคยส่งออกกันอยู่

 

แล้วก็มาซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อส่งออกผลไม้สดควบคู่ไปด้วย โดยลงแรงทำเองทุกขั้นตอน ใช้แรงงานของคนในบ้านเพียง 3-4 คน ตั้งแต่เกลี่ยที่ดิน ทำแปลง ทำระบบน้ำหยด ลงกล้าผลไม้ มาลงมือเองเกือบทุกขั้นตอน โดยไปดูงานสวนออร์แกนิกที่ประเทศศรีลังกา ที่นั่นเขามีเกาะขนาดใหญ่ที่ทำไร่ออร์แกนิกทั้งเกาะเลยเขาขึ้นชื่อเรื่องนี้

ที่สวนเขาปลูกผลไม้หลากหลายชนิดทั้งสับปะรด กล้วย มะเฟือง ลูกหม่อน อาติบูย่า (ลักษณะคล้ายทุเรียนเทศผสมน้อยหน่า) เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ในประเทศไทยผมเป็นเจ้าแรกที่ปลูก เพื่อส่งออกอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีออร์เดอร์ไปฮ่องกง สิงคโปร์

 

“ที่สวนเราเน้นเลยว่าออร์แกนิกแท้ๆ ไม่มีจีเอ็มโอ เราต่อต้านเรื่องนี้เพราะนี่คือความเข้มแข็งมั่นคงทางอาหารที่เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มีเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ได้อย่างยาวนาน ไม่ใช่ซื้อแต่เมล็ดพันธุ์ในระบบอุตสาหกรรมเราจะไม่ยอมถูกครอบงำต้องซื้อตลอดพึ่งตัวเองไม่ได้เลยเกษตรกรไทยถึงยากจนหมดไปกับค่าปุ๋ยค่าเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์พวกนี้ปลูก 2-3 เดือนตายต้องซื้อใหม่อีกมาเพาะเพิ่มเองก็ไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ตลอดเวลาจะเอาเงินที่ไหนมาเหลือเสร็จระบบอุตสาหกรรมหมดทำงานเอาเงินให้เขาพึ่งตัวเองไม่ได้เลย เราไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเราให้ระบบนิเวศดูแลตัวเองปลูกพืชหลายอย่าง เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในระยะยาว ทุกอย่างพึ่งพิงธรรมชาติแต่เราใช้ระบบการจัดการที่มีหลักการมีองค์ความรู้เพื่อยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองให้ได้ แบ่งปันกันในกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเองแล้วผ่าตัดต่อพันธุกรรมกินนานๆ ก็สะสมเป็นโรคนั้นโรคนี้” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

เขาบอกว่าจากการลองถูกลองผิดมา 2-3 ปี จึงรู้ได้ว่าการใช้กฎของธรรมชาติในการดูแลกันเองปลูกพืชให้หลากหลายประเภทและทำเกษตรแบบไม่รบกวนธรรมชาติ มันจะช่วยดูแลกันเองแมลงบางชนิดจะเป็นอาหารของอีกชนิด โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเลย หากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้พวกทำจากสะเดา จุลินทรีย์หมักใช้เอง แม้กระทั่งเอายาฉุนมาแช่น้ำแล้วกรองน้ำไปฉีดซึ่งไม่มีอันตรายหรือเหลือสิ่งตกค้างอะไรเลย พอทำไปเรื่อยๆ ก็จะเรียนรู้มีประสบการณ์ขึ้นเอง ทำปุ๋ยจากมูลไส้เดือนขึ้นใช้เอง แล้วจะมีเพื่อนที่อยู่ในอวดวงนี้จะคอยแบ่งปันข้อมูลคอยช่วยเหลือกันมีเครือข่ายที่ช่วยๆ กัน

การทำสวนที่พึ่งพิงธรรมชาติไม่ใช้สิ่งที่แปลกปลอมมากเกินไป จะทำให้เรามีความเคารพธรรมชาติรู้จักรอ รู้จักใจเย็น การปลูกผลไม้จากพืชที่เพราะเองอาจจะต้องใช้เวลารอโตถึง 2-3 ปีก็มี อย่าไปเร่งอยากได้ของดีจากธรรมชาติต้องรู้จักรอต้องมีความละเอียดอ่อน

 

“ผมมีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อออร์แกนิกโฮม การทำเค้กทำขนมต่างๆ ก็พยายามเอาผักผลไม้จากในสวนของเราเอง การทำโรงเรือน โต๊ะเก้าอี้ ตู้ เคาน์เตอร์ต่างๆ ก็เอามาจากหอพักเก่าที่เราเคยทำ ไม่หรูหรา ทำให้กลมกลืนแอบอิงกับธรรมชาติ ผมเริ่มใช้วิถีสีเขียวอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เร่งรีบไม่กระหืดกระหอบมากเกินไป

พอมาอยู่นี่ไม่มีปัญหารถติดไม่มีปัญหาการเดินทางไปไหนก็แค่ 15-20 นาที ทำให้เรามีเวลาเหลือ อารมณ์ก็ดี ความเครียดก็น้อย มาทำตรงนี้เงินอาจจะน้อยหน่อย ถ้าเทียบกับทำงานเป็นผู้บริหาร แต่ตรงนี่เราได้สุขภาพจิต สุขภาพกายดี ได้ดูแลพ่อแม่ถือว่าดีกว่ากันเยอะครับ” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างจริงจัง

 

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่าตอนนี้การใช้ชีวิตแบบแบ่งปันเกื้อกูลแบบวิถีชนบท เดินสายกลาง ทำไปเรื่อยๆ ไม่กดดัน ไม่ฟุ้งเฟ้อพอมีพอใช้ไม่เดือดร้อน ขณะดียวกันเขาก็ศึกษาวิถีชีวิตแบบ ZEN ซึ่งถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติดีมาก ทำอะไรที่เราคุ้นเคยหาได้เอง ปลูกสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก มีงานอดิเรกกับการถ่ายรูปธรรมชาติต้นหมากรากไม้วิวทิวทัศน์ มีความสุขแบบเรียบง่าย

“ในอนาคตอาจจะทำอีโครีสอร์ทเล็กๆ ให้คนมาเยี่ยมชมอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ขุดเผือกขุดมันลองมาปลูกต้นไม้เก็บผลไม้ด้วยตัวเอง ตอนนี้ทิ้งชีวิตเมืองหลวงไปแล้วนานๆ จะเข้ากรุงเทพฯสักครั้งเมื่อมีธุระจำเป็นจริงๆ ติดต่องานผ่านเมล ทางโทรศัพท์ ตอนนี้ชีวิตผมโกกรีนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ มีความสุขลงตัวพอดีพอเหมาะพอสม เลือกทำตอนนี้ยังพอมีแรงมีกำลังทำเองถือเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดที่เราออกแบบเองได้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม