ทิพย์กันยา เทวกุล ณ อยุธยา เติมความใส่ใจในทุกจาน

วันที่ 11 ก.ย. 2558 เวลา 11:23 น.
ทิพย์กันยา เทวกุล ณ อยุธยา เติมความใส่ใจในทุกจาน
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา-ณัฐดนัย คุณกมุท ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

โตขึ้นอยากเป็นอะไร? คำถามสุดคลาสสิกที่ผู้ใหญ่ชอบใช้ถามเด็กตัวน้อย บางคนอยากเป็นหมอ บางคนอยากเป็นครู อยากทำงานแบบคุณพ่อ-คุณแม่

เพราะอะไรคำตอบของเด็กส่วนใหญ่ถึงเป็นแพตเทิร์นแบบเดียวกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะอาชีพเหล่านี้คือเป็นเพียงไม่กี่อาชีพที่เด็กน้อยรู้จัก เช่นเดียวกับความฝันวัยเด็กของเชฟทิพย์-ทิพย์กันยา เทวกุล ณ อยุธยา คือการเดินตามรอยเท้าของคุณพ่อ ซึ่งเป็นฮีโร่ในใจ

ถ้าไม่เพราะคุณพ่อสอนว่า คนเราต้องมีหนทางเดินของตัวเอง จะเดินตามทางของพ่อทุกอย่างไม่ได้ คนเราต้องมีเส้นทางชีวิตที่วาดด้วยตัวเอง ที่สำคัญเมื่อวันหนึ่งหันหลังกลับมามองจะไม่เสียใจกับเส้นทางที่เลือกเดิน ตอนนี้เชฟทิพย์อาจเป็นนักบินตามคุณพ่อไปแล้วก็เป็นได้

คำสอนของคุณพ่อนี่เอง คือปฐมบทให้เชฟทิพย์ตามหาตัวเองอย่างแท้จริง และพบว่าช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัวที่ได้ล้อมวงกันทำอาหาร จนเธอค่อยๆ ซึมซับการทำอาหารมาทีละน้อย กลายเป็นอาชีพในฝันและเส้นทางที่เธอเลือก

ด้วยวัยเพียง 24 ปี เชฟทิพย์ รับหน้าที่เป็นซูเชฟของร้านร็อกเก็ต สาขาสุขุมวิท 49 และสาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี แม้จะเป็นเวลาเพียง 9 เดือน ที่เข้ามาร่วมงานกับร้านอาหารแห่งนี้ แต่โอกาสและประสบการณ์ที่เชฟทิพย์ได้รับกลับแปรผกผันกับเวลาในการทำงานอย่างสิ้นเชิง

“ตอนเข้ามาทำงานที่ร้านร็อกเก็ต สาขาสุขุมวิท 49 ทิพย์เข้ามาเป็นรุ่นบุกเบิก เลยมีโอกาสได้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ติดต่อประสานงาน วางระบบเอง คิดเมนู ดูแลคุณภาพอาหาร จนตอนนี้ทิพย์เข้ามาดูแลสาขาที่เอ็มบาสซีด้วย”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้ทำงานในอาชีพที่ฝัน เชฟทิพย์ต้องเก็บเกี่ยวทุกโอกาสและประสบการณ์ที่เข้ามาไม่น้อย

“หลังจากรู้ตัวว่าอยากเป็นเชฟ เลยเรียนด้านการทำอาหารโดยตรง ตอนนั้นไปปรึกษาคุณพ่อว่าจะเรียนที่ไหนดี แต่คุณพ่อไม่อยากให้เรียนด้านอาหารโดยตรง อย่างน้อยอยากให้เรียนให้จบตามหลักสูตรก่อน จะได้มีวิชาความรู้อื่นๆ ติดตัว ทิพย์เชื่อคุณพ่อ เลยเรียนจนจบหลักสูตร พอจบเกรด 12 พอดีวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดรับสมัคร ทิพย์เลยบินมาสมัครเรียนที่กรุงเทพฯ เลย ตอนนั้นเรียนคอร์สการบริหารการจัดการครัวและภัตตาคาร ภาคอินเตอร์ จนจบปริญญาตรี ได้เรียนทำอาหารทุกชาติ ตั้งแต่เบสิกจนถึงออกไปแล้วเปิดร้านเองได้เลย”

 

เชฟทิพย์ เล่าว่า หลังจากได้มาเรียนด้านอาหารโดยตรง ถึงได้รู้ว่าคำว่ามืออาชีพเป็นยังไง เพราะทุกอย่างมีกฎกติกา มีข้อระวัง มีความรู้อะไรอีกมากมายที่เราคิดว่าเราน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่จริงๆ มันไม่ใช่ ยิ่งหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ไปฝึกงาน ทำให้ทิพย์ได้งานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยงานแรกคือการเป็นเชฟเทปันยากิ

“ตอนแรกๆ ก็อายเหมือนกัน เพราะเชฟเทปันยากิไม่ใช่แค่ทำอาหารในครัว ต้องโชว์การทำอาหารต่อหน้าลูกค้า ตอนนี้อีกใจเราก็แอบนึกสนุก เพราะจะมีครัวแบบนี้ที่ได้ทำอาหารต่อหน้าลูกค้า ได้เห็นฟีดแบ็กของลูกค้าตอนนั้นเลยว่าชอบไม่ชอบ”

หลังจากทำงานแรกได้ไม่ถึงปี เชฟทิพย์ตัดสินใจลาออก เพราะแม้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่งานนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการจะอยู่ด้วย หลังจากนั้นเธอจึงออกไปตามฝันด้วยการสมัครงานในร้านอาหารอิตาเลียน แต่ด้วยร้านเปลี่ยนเจ้าของ ทำให้สุดท้ายเชฟทิพย์ก็ต้องตัดสินใจโบกมือลา เปลี่ยนไปสู่อีกสายงานหนึ่ง นั่นคือไปช่วยเชฟท่านหนึ่งสอนที่โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ (ไอทิม) อยู่ 1 เทอม ก่อนจะกลับมาโลดแล่นในวงการเชฟอีกครั้ง

“ตอนที่ไปช่วยสอน เชฟชาวออสเตรียคนนั้น บอกกับทิพย์ว่า เรายังเด็กประสบการณ์ของคนเราสำคัญมาก แทนที่จะมาช่วยเขาสอนน่าจะเอาเวลานี้ไปหาความรู้ ถึงคุณมาช่วยเชฟที่เก่งสอน และได้ความรู้อะไรไป แต่ทั้งหมดไม่ใช่ประสบการณ์จริง เพราะการสอนกับการทำงานจริงมันแตกต่างกันมาก ทิพย์มาคิดดูแล้วก็จริง เพราะเวลาเราไปสอนเราให้ความรู้กับเด็ก แต่เราไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมากไปกว่านั้นจากคนที่เก่งกว่าเรา เลยตัดสินใจลาออกมาทำงานที่ร็อกเก็ต”

สำหรับอนาคตเชฟทิพย์ตั้งใจอยากลองแบ็กแพ็กไปอิตาลี เพราะที่นั่นเป็นต้นกำเนิดของอาหารที่เธอชอบ อยากไปศึกษาก่อนสักพักหนึ่ง แล้วเมื่อพร้อมก็อยากเปิดร้านอาหารอิตาเลียนที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิด แต่ตอนนี้ความฝันนี้ยังอีกไกล เพราะเรายังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกมาก

“สำหรับทิพย์เสน่ห์ของการเป็นเชฟคือ ไม่ใช่ทุกคนจะทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ายิ้มได้ จริงๆ คือเราไม่สามารถให้อะไรใครด้วยการใส่ใจลงไปแล้วเราเห็น ณ จุดๆ นั้นได้เลย แต่อาชีพนี้ทำได้ ถ้าอาหารที่เราทำ เราทำด้วยใจ เราให้กับใครไป เหมือนเราให้ใจไปกับทุกจาน เราจะเห็นสิ่งตอบแทนได้ทันทีเลย อาหารคือตัวแทนแห่งความสุข ความอบอุ่นจากที่เราเคยได้มาจากครอบครัว” เชฟทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต