เนตรระตรี สัมพันธวงศ์ ชีวิตนี้ครบทุกรส

วันที่ 09 เม.ย. 2558 เวลา 10:20 น.
เนตรระตรี สัมพันธวงศ์ ชีวิตนี้ครบทุกรส
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากเด็กผู้ชายที่เกิดมาในครอบครัวคนจีน จนกลายมาเป็นผู้หญิงสวยสมใจ ซี-เนตรระตรี สัมพันธวงศ์ เมกอัพอาร์ติสต์อิสระ เธอผ่านอะไรมามากมาย ทั้งสุขเศร้าเคล้าน้ำตา

วันนี้เธอยินดีเผยเรื่องราวชีวิตของเธอแบบหมดเปลือกให้เราได้รับรู้

“ซีเป็นลูกคนกลางค่ะ มีพี่ชายและน้องชาย ตั้งแต่เด็กจะเล่นกับพี่กับน้องแบบเด็กผู้ชายเขาเล่นกัน จนเรียนชั้น ป.4 เริ่มรู้สึกแปลกใจว่าทำไมตัวเองชอบมองแต่เด็กผู้ชาย รู้สึกว่าเขาดูดีจังเลย ทั้งๆ ที่เวลาเรียนมักจะนั่งเรียนกับเด็กผู้หญิง เดินถือกระเป๋าให้เด็กผู้หญิง ช่วยเด็กผู้หญิงทำการบ้าน พอมา ป.6 เราเริ่มดูไม่ปกติในสายตาคนอื่น เช่น เวลามีเด็กผู้ชายมาแซวเราว่าเป็นกะเทย มาแกล้ง มาด่า มาหาเรื่อง เราก็สู้ ต่อยมาก็ต่อยกลับ (หัวเราะ)”

 

จนเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง ที่นี่ทำให้เธอค้นพบตัวเองที่แท้จริงอย่างกระจ่างแจ้ง “ซีเรียนที่โรงเรียนวัดสระเกศค่ะ ตอนแรกก็พยายามทำตัวนิ่งๆ ทำกิจกรรมที่เด็กผู้ชายทำกัน ไปเล่นบาสเกตบอลกับเด็กผู้ชายบ้าง

พอขึ้น ม.2 เพื่อนๆ เริ่มเอะใจว่าเราดูแปลกๆ ทั้งคำพูดคำจา ทั้งท่าทาง พออยู่ ม.3 เริ่มแตกสาวอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะไปสนิทกับเพื่อนรุ่นพี่ รุ่นพี่สอนให้เรากินยาคุมและแต่งหน้า ซึ่งก็ทำให้ผิวพรรณเราดีขึ้น จากเด็กที่สิวเต็มหน้า เพื่อนๆ ชอบเรียกว่า อีสิว อีแป้ง เพราะชอบพอกหน้า เวลาเจอผู้ชาย ต้องเจอตอนมืดๆ เวลาเดินก็ต้องเดินระยะไกลๆ เดี๋ยวผู้ชายเห็นสภาพหนังหน้าจริงๆ แต่ซีก็มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทที่คอยใส่ใจดูแลกัน เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้วัยเรียนของเราสดใส เดินเข้าโรงเรียนด้วยกัน นั่งเรียนด้วยกัน ซื้อปากกาคู่กัน แถมเขายังคอยถือกระเป๋าให้อีก ก็เป็นอะไรที่รู้สึกดี”

หลังจากที่เนตรระตรีเริ่มกินยาคุมและแต่งหน้า รวมทั้งพฤติกรรมเปลี่ยนไป พ่อของเธอเห็นเข้าก็ไม่พอใจ จึงใช้วิธีลงโทษด้วยการตี ตี และก็ตี

 

“พ่อตีทุกวันเลยค่ะ ตีทั้งมือ ไม้กวาด ไม้เรียว ที่ตีเพราะเขารักซี และมีความหวังในตัวซีมาก แต่เพราะเราเป็นอย่างนี้ เขาเลยผิดหวังในตัวเรามาก แรกๆ โดนตีก็เสียใจ ร้องไห้ หลังๆ พอโดนตีบ่อยเข้าเลยเริ่มคิดหาอาวุธมาป้องกันตัว เพื่อที่เวลาเขาหาเรื่องตีเรา เราจะได้เอามาใช้ แต่ยิ่งใช้ เขายิ่งโมโห ยิ่งตีเราเข้าไปใหญ่

เวลาที่พ่อกับเราต่อสู้กัน แม่ พี่ชาย และน้องชาย ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครสามารถห้ามพ่อได้ บางทีพ่อไล่เราออกจากบ้านตอนดึกๆ ดื่นๆ เราก็ต้องไปนอนที่หน้าบ้านของญาติบ้าง ซึ่งเราไม่กล้ากดกริ่งเรียกให้เขาออกมารับ บางทีก็ไปนอนที่ป้ายรถเมล์บ้าง เวลาอยู่ที่บ้าน พ่ออยู่ตรงไหน เราต้องอยู่อีกทาง พ่ออยู่ชั้นล่าง ซีต้องอยู่ชั้นบน เป็นอย่างนี้มากเข้า ซีเลยหาทางออกด้วยการไปอยู่ที่บ้านเพื่อนสนิทคนนั้น ซึ่งครอบครัวของเขาก็เห็นใจ และเห็นเราเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง เลยให้อยู่อาศัยด้วย”

จุดหักเหของชีวิตคนเรามักมีเข้ามาเสมอๆ จากเพื่อนที่สนิทกัน เมื่อเริ่มไม่สนิทกันแล้ว เธอจำต้องออกจากบ้านของเขามาใช้ชีวิตด้วยตัวของเธอเองต่อไป

 

“ซีตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน โดยโอนหน่วยกิตมาเรียน กศน. จนเรียนจบ พอจบปุ๊บก็มาติวหนังสือตามสถาบันที่วัยรุ่นชอบมาติวกัน ทำให้เรามีครูที่ดี มีเพื่อนที่ดี ทำให้มีแรงบันดาลใจอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย เลยสอบเข้าเรียนที่ภาควิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งโชคดีที่ได้เรียนในที่ที่ให้เราได้แต่งหญิงได้เต็มที่ และโชคดีที่แม่เข้าใจเรา เลยกัดฟันส่งเราเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนจนจบ ซึ่งต้องขอบคุณแม่ที่ทำให้เรามีโอกาสได้มาเรียนในภาควิชาที่ดี เจอคุณครูที่ดี เจอเพื่อนที่ดี ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจคนอื่น ได้เล่นละครเวที ได้เป็นเด็กละครนิเทศฯ ได้ฝึกความอดทนจนแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้

พอเรียนจบ ก่อนรับปริญญา พ่อก็เสียชีวิตด้วยเส้นเลือดในสมองแตก ซียอมรับว่าตกใจกับเหตุการณ์นี้ที่มันได้เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้มีความผูกพันที่ดีกับพ่อมากมาย แต่ตัวซีเองก็เสียใจไม่แพ้ใคร”

สำหรับการทำงาน เนตรระตรีเริ่มต้นทำงานภาคกลางวัน เป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ควบคู่กับทำงานเป็นนางโชว์ที่คาลิปโซ “เหนื่อยแต่ก็สนุกและท้าทายดี ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มไม่ไหว โชคดีที่มีคนให้โอกาสซีได้มาทำงานในวงการเครื่องสำอาง ซีจึงได้เริ่มต้นทำงานที่ Bobbi Brown ทำอยู่ได้สักพักก็ย้ายมาทำที่  Bloom

 

ทำงานดีจนมีเงินเก็บเยอะขึ้น เลยตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศ ตอนแรกแม่ก็คัดค้าน แต่สุดท้ายเขาก็อยู่เคียงข้างเรา พอทำเสร็จก็พึงพอใจนะ หลังจากนั้นเราก็เก็บหอมรอมริบ เพื่อจะได้ทำศัลยกรรมในส่วนอื่นๆ ที่เราคิดว่าทำแล้วจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเราเองมากขึ้น"

เนตรระตรี เผยจากใจว่า การทำศัลยกรรมคือการลงทุนอย่างหนึ่งที่ทำให้เราพบเจอความสุข ความมั่นใจ และโอกาสดีๆ ที่จะมีตามมาในอนาคต "เมื่อเราหน้าตาดี โอกาสในชีวิตของเราก็จะดีในทุกๆ เรื่อง การศัลยกรรมมันให้คุณภาพชีวิตที่ดีแก่เรา ทำให้เรามั่นใจในตัวเอง ทำให้ปมด้อยที่ว่าเราเกิดมาไม่สวยมันคลี่คลายหายไป (ยิ้ม)”

ปัจจุบันเนตรระตรีเป็นเมกอัพอาร์ติสต์อิสระ และยังเป็นครูสอนการแสดงบ้างบางโอกาส “ซีจบด้านการแสดงมาโดยตรง เลยไม่อยากให้ความรู้ส่วนนี้มันหล่นหายไปจากชีวิต ส่วนเป้าหมายในอนาคต ซีตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูคุณแม่และคุณยาย รวมทั้งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขค่ะ”

 

กับความรัก เนตรระตรี เผยว่า เธอพบเจอความรักที่ไม่สมหวังมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่เธอก็ยังเชื่อว่าความรักคือสิ่งที่สวยงาม และหวังเพียงสักครั้งว่าจะได้พบเจอใครคนหนึ่งที่รักและยอมรับในตัวตนของเธอ รักในสิ่งที่เธอเป็น

ท้ายสุด เนตรระตรีอยากฝากบอกสังคมว่า แม้ว่าสังคมบ้านเราจะเปิดโอกาสให้กับสาวประเภทสองมากขึ้น แต่เธอก็ยังคงหวังว่าสาวประเภทสองในสังคมไทยจะได้รับความเท่าเทียมมากขึ้นกว่าเดิม “ซีอยากให้สังคมให้ความเป็นธรรม ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ซีเชื่อว่าสาวประเภทสองทุกคนเป็นคนดีและมีความสามารถไม่แพ้ใครค่ะ”