กษิดิศ สำเนียง ชีวิตนี้ ชัดเจนแล้ว

วันที่ 12 ก.พ. 2558 เวลา 10:28 น.
กษิดิศ สำเนียง ชีวิตนี้ ชัดเจนแล้ว
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร

จากชีวิตเด็กบอยๆ คนหนึ่งที่เก็บความรู้สึกหลงใหลได้ปลื้มเพื่อนผู้ชายด้วยกันไว้ในใจ พอโตขึ้นก็แอบเสียตัวให้กับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ก็ยังเก็บสิ่งนั้นไว้ให้ลึกที่สุด แล้วพยายามใช้ชีวิตในรูปแบบ “ความเป็นชาย” ให้แนบเนียนที่สุด

มาวันนี้ “จีน-กษิดิศ สำเนียง” นักร้องแห่งค่ายสมอลล์ รูม เธอค้นพบความสว่างของชีวิตเรียบร้อยแล้ว เธอชัดเจนในสิ่งที่เธอเป็นเรียบร้อยแล้ว และเธอก็มีความสุขที่สุดในชีวิตเรียบร้อยแล้วและวันนี้เธอจะเล่าเรื่องราวชีวิตอันสุดแซ่บของเธอให้เราฟัง

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า ทุกวันนี้ครอบครัวรับเราที่เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ได้แล้วนะ คุณแม่กับพี่ชายบอกเราเสมอว่า ตราบใดที่เรามีความสุข เขาก็มีความสุขไปด้วย ตอนที่เราเปลี่ยนลุคแต่งหญิง แล้วไปเล่นคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ พี่ชายพาแม่ไปดูเราเล่นคอนเสิร์ตด้วย ไอ้เราพอรู้ว่าแม่จะมาก็วิตกจริตไปหมด กลัวเขารับเราในลุคนี้ไม่ได้ แต่พอแม่ดูแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร กลับโอเคที่เราเป็นเราซะมากกว่า ส่วนแฟนเพลงตั้งแต่สมัยอยู่วงฟูตอง เขาจะคุ้นภาพความดาร์กของเรา เห็นเราในลุคเท่ๆ พอมาเจอเราในลุคใหม่ คนที่รับเราได้ก็ดี เห็นเรามีความสุขที่เราได้เป็นตัวเอง แล้วดีใจไปกับเราด้วย เราก็ดีใจ แต่ถ้ารับเราไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราถือว่าหากยูจะดูแค่ลุคแล้วไม่ฟังเพลงเรา ไม่ยินดีกับตัวตนที่แท้จริงของเรา เราก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกันหรอก”

 

แค่เกริ่นนำความชัดเจนในชีวิตของ จีน ฟูตอง ที่เรามักเรียกกันคุ้นปาก ก็ฉายแสงออกมาให้เราเห็น เธอเล่าต่อว่า สมัยตอนเรียนอยู่ ม.ตัน ที่ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้แค่ว่าชอบอัดเพลงรักใส่เทปคาสเซต แล้วเอาไปให้เพื่อนชายฟัง มันทำแล้วมีความสุข ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น

“พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ เริ่มทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ก็ได้รู้จักพี่ที่เป็นเกย์ในที่ทำงานนี่แหละ พี่เขาก็พาเราไปเที่ยวที่สีลม ซอย 2 ประมาณว่าชวนน้องชายไปเที่ยวไปหนุกหนานกัน ไอ้เราก็ไปแบบแอ๊บๆ พอติดใจ เลยไปบ่อยเข้า ซึ่งเราก็พยายามให้เหตุผลกับพี่ๆ ว่าที่ไปบ่อย เป็นเพราะชอบเพลงแนวที่ร้านเปิด จนเผลอไปมีเซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่ง ก็ไม่ได้อะไร แค่ข้ามคืน แต่ก็ยังแอ๊บอยู่ จนมีผู้ชายคนหนึ่งมาจีบ แล้วเราก็มีใจให้ เริ่มคบกัน เริ่มแอ๊บไม่อยู่ เราเลยตัดสินใจแถลงข่าวให้พี่ๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกันได้รู้เสียทีว่าเราเป็นเกย์ ซึ่งพี่ๆ ก็บอกกับเราว่า กูไม่น่าพามึงมาเที่ยวอย่างนี้เลย (หัวเราะ)”

กษิดิศ เผยว่า ที่เขาใช้ชีวิต "แอ๊บบอย" มาตลอด เป็นเพราะสมัยเด็ก เขาเป็นเด็กดีของครอบครัว เป็นเด็กกิจกรรม นำสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ เป็นตัวอย่างที่ดีของเพื่อนๆ และน้องๆ เขาเคยเอาสิ่งนี้มาครอบชีวิตไว้ จนทำให้เขาคิดเยอะว่า ถ้าเขา "แตกสาว" มากเกินไป ชีวิตจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

“พอมาเป็นนักร้องนำวงฟูตอง เราก็ไม่ได้ปิดบังว่าเราเป็นเกย์ แต่เราก็ไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรู้ คนที่รู้ ก็รู้ไป คนที่ไม่รู้ พอรู้แล้วก็ตกใจ ถามว่าจริงเหรอ เราก็บอกไปว่าจริง ดูไม่ออกกันเหรอ เราเป็นเกย์ เราชอบผู้ชาย จบ (หัวเราะ)”

 

กษิดิศ เผยว่า อาจเป็นด้วยแนวทางของวง เพลงลุค ที่ต้องดาร์ก เท่ บ้าบอ อีกทั้งพอหลังๆ เริ่มแต่งตัวเรียบๆ ง่ายๆ เป็นเหมือนผู้ชายเซอร์ๆ คนเลยดูไม่ออก พอรู้ก็แอบตกใจ เรียกง่ายๆ ว่า ช็อกไปเลย

“มีหลายคนเดินมาบอกเราว่า เอาเข้าจริงๆ เขาอยากให้เราเป็นอะไรที่คลุมเครือ สองเพศ ไบเซ็กชวล เก๋ๆ แต่เราไม่ใช่ไง เราเป็นเกย์ ซึ่งมันก็สอดรับกับยุคสมัยนี้ ที่คนยังมีความคลุมเครือกับสิ่งที่ตัวเองเป็น อาจเป็นเพราะเขาเลือกจะเป็นอย่างนี้ ต้องปิดบังสังคม เพื่อสถานะหน้าตาทางสังคม หรือมีคนอยากให้เขาเป็นอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

ทุกวันนี้กษิดิศใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่ตัดสินใคร ใครจะคลุมเครือ ใครจะมีความลับอะไร ก็ปล่อยให้เขาดำเนินชีวิตของเขาไปในรูปแบบที่เขาเลือก

“แต่เชื่อมั้ย พอเราชัดเจนกับชีวิตของเราแล้ว คนที่เข้ามาในชีวิตเรา กลับคลุมเครือหมด ซึ่งพอได้ลองมองดูสังคมเราในทุกวันนี้ดีๆ เหมือนสังคมเราจะเปิดมากขึ้น แต่คนกลับคลุมเครือมากขึ้นกว่าเดิม เวลาเราคบกับใคร ถ้าเขาจะมีความสุขกับเราแค่ในห้อง หรือแค่ในบ้าน แต่พอออกไปข้างนอก แล้วไม่กล้าที่จะเปิดเผยว่าเป็นแฟนเรา ไม่กล้าแสดงออก ซึ่งความรักกับเรา เราก็จะหยุด แล้วแยกจาก เพราะไม่อยากเสียเวลาไปกับความคลุมเครือนั้น มันเหนื่อย มันไม่มีความสุขหรอก ทุกวันนี้เลยใช้ชีวิตแบบเรื่อยๆ หากเราจะคบใคร จะคบกับคนที่ดี ที่ทำให้เรามีความสุข มีความชัดเจน ซึ่งเมื่อต่างคนต่างเบื่อกัน ก็แค่แยกจากด้วยดี”

เวลารักใคร กษิดิศ เผยว่าเขาจะรักเดียวใจเดียว แต่พอหมดรัก ก็คือหมดรัก เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบซ่อมแซมความรัก แตกหักก็โยนทิ้งไป ไม่คิดลองดูใหม่ เพราะถ้าเขาไม่มีความสุข เขาจะเลือกหยุด เพื่อก้าวเดินต่อ

 

“กับสเปกของเราเหรอ สเปกเราเป็นคนที่มีความเป็นผู้ช้ายผู้ชาย มีเคราหน่อยๆ หุ่นดี แต่ไม่ต้องกล้ามปูนะ ว้าย ตายละ นี่เราชอบผู้ชายประเภทคลุมเครือเหรอเนี่ย (หัวเราะ) ไม่อยากได้สิ่งใดกลับได้สิ่งนั้น สรุปว่า เราไม่เคยมีแฟนที่เป็นเกย์ที่ชัดเจนกับชีวิตจริงๆ เลยนะ แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเราไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอก เราอาจจะพบเจอคนที่ชัดเจน เปิดเผย ไม่ต้องไปปิดบังอะไรให้เหนื่อยหัวใจ”

เมื่อกษิดิศถูกถามถึงเรื่องเซ็กซ์ เธอหัวเราะก่อนตอบคำถามว่า เธอยังสนุกกับการมีเซ็กซ์อยู่ แม้จะเป็นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ก็ถือว่า ฉันได้เธอ เธอได้ฉัน เราได้กัน จบ

“แต่ก่อนจะได้เสียกัน เราต้องมาเจอกันเสียหน่อย มาได้พูดคุยกันก่อน ถ้าคุยกับคนละภาษา เราก็ไม่เอา สู้ช่วยตัวเองอยู่ที่บ้านดีกว่า แต่ถ้าคลิกกันก็ค่อยว่ากันไป (หัวเราะ) แต่อย่างไร เราก็เซฟเซ็กซ์นะ จะเต็มเหนี่ยวแค่ไหนก็ต้องป้องกัน”

ท้ายสุด กษิดิศได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของคนสมัยนี้ ที่มีความหลากหลายมาก เธอบอกว่า เข้าใจ แต่เธอก็มีความชัดเจน เช่น ถ้ามีทอม หรือกะเทย มาจีบเธอ เธอจะเซย์โนทันที เธอไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจ เป็นเพื่อนกันได้ แต่ให้เป็นแฟนคงไม่ได้

“หากทอมจะเป็นแฟนกะเทย หรือเกย์จะเป็นแฟนทอม มันไม่ผิด ไม่แปลก มันเป็นเรื่องของความรู้สึกข้างใน มันเป็นเรื่องของความเข้าอกเข้าใจที่อยู่เหนือความรัก หรืออยู่เหนือเพศสภาพด้วยซ้ำ”

รูปเล่าเรื่องของจีน กษิดิศ

จีน ตอนอายุ 17 ปี (ภาพ 1) : ตอนนั้นเพิ่งเข้ากรุงเทพฯ มาใหม่ๆ ใสๆ บอยๆ ชอบแต่งตัวแนวๆ นี้ ชอบไปช็อปปิ้งซื้อเสื้อมือสองที่จตุจักร

จีน ตอนทำงานอยู่ที่ทาวเวอร์ เร็คคอร์ส (ภาพ 2) : รูปนี้ถ่ายตอนที่คนยังไม่รู้ว่าเราเป็นเกย์ เพราะแอ๊บแมนสุดฤทธิ์ ถ่ายกับพี่ๆ ที่พาเราไปเที่ยวสีลม ซอย 2 นี่แหละ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเจอกันอยู่

จีน กับงานเกย์ ไพรด์ (ภาพ 3) : รูปนี้เป็นอะไรที่แตกสาวสุดๆ เป็นการเต้นในงานเกย์ ไพรด์ ที่สีลมกับเพื่อนๆ ที่ทุกวันนี้ยังคบกันอยู่ รู้สึกว่าเราขึ้นไปเต้นบนรถที่เข้าร่วมขบวนพาเหรดนี่แหละ บอกเลยว่าแก๊งนี้ชอบลุกขึ้นเต้นบนเก้าอี้มาก แรดกันมาก (หัวเราะ)