กรวิกา กอวรกุล เปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ

วันที่ 20 ม.ค. 2558 เวลา 08:55 น.
กรวิกา กอวรกุล เปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ
โดย...อณุสรา ทองอุไร

สาวน้อยหน้าใส ขาวสวยรูปร่างสูงโปร่ง เธอเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่บิดาก่อตั้งมา บีเบล-กรวิกา กอวรกุล สาวน้อยวัย 25 จบปริญญาโทปุ๊บก็มาช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวปั๊บ ทำงานอย่างทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ ตามประสาเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง พิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่าเป็นคุณหนูสู้งานอย่างแท้จริง จนคุณพ่อ (สุรพล กอวรกุล) เริ่มวางใจถ่ายเทงานให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเพียง 2 ปีกว่า จนได้เป็นถึงรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท เรียลเอสเตท และบริษัทในเครืออีกหลายบริษัท

เธอเล่าว่า ชอบเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ มีผลการเรียนดีมาแต่เล็กแต่น้อย แม้จะเรียนดีมาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเรียนแพทย์ เพราะกลัวเลือด เลยใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักการเงิน แต่เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจของครอบครัวทำด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรียนจบก็ต้องมาช่วยกิจการของที่บ้านอยู่ดี ก็เลยเปลี่ยนใจมาเรียนวิศวกรรม เพราะอย่างน้อยก็สอนให้มีการคิดอย่างเป็นระบบและนักการเงินเก่งๆ หลายคนก็จบด้านวิศวกรรมมาก่อน ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวก็ไปปรับใช้กันได้ พอตอนไปต่อปริญญาโทจึงเลือกเรียนด้านการบริหาร

“คือคุณพ่อก็จบมาทางสายก่อสร้าง ท่านจะถนัดงานด้านนั้น แต่เรื่องระบบบัญชีการเงินอาจจะมีจุดอ่อนบ้าง เราก็อยากจะมาช่วยเติมเต็มเสริมจุดแข็งให้ท่านทางด้านนี้ เพราะโดยส่วนตัวหนูชอบด้านตัวเลข คิดว่ามันจะมีประโยชน์มากในอนาคตอันใกล้นี้” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

บีเบล เล่าว่า หลังจากมาช่วยงานที่บริษัทได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ เธอก็เริ่มมีส่วนร่วมในบริษัทมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อก็ให้เธอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น รวมทั้งให้ปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นอยู่ดีขึ้น ลบจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็ง เธอจึงคิดว่าอาจจะรีแบรนด์สินค้าของบริษัทคือแฮปปี้คอนโดให้ดูมีระดับขึ้น สร้างความจดจำให้มากขึ้น

“เดิมคอนโดของเราจะจับคนระดับกลาง ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 2 ล้าน ทำเลอยู่รอบนอก ก็จะปรับสินค้าให้ดูพรีเมียมมากขึ้น ขยายโซนเข้ามาในแนวรถไฟฟ้าส่วนขยายสายสีม่วง สีแดง สีน้ำเงิน รวมทั้งต่อยอดธุรกิจเพิ่ม เช่น การทำสนามฟุตบอล การทำคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งคุณพ่อก็เริ่มไว้บ้างแล้ว แต่ในยุคของหนูจะทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

อีกเรื่องที่เธออยากปรับปรุงให้ดีขึ้นก็คือ ระบบการทำงานภายใน ลดการใช้เปเปอร์เวิร์กให้น้อยลง ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ออนไลน์เพื่อให้ทุกแผนกได้รับรู้พร้อมกัน เช่น ฝ่ายการตลาดกับฝ่ายบัญชี ฝ่ายก่อสร้างกับฝ่ายออกแบบ ที่จะลิงก์ใครทำอะไรอีกแผนกจะทราบทันที ลดขั้นตอนกระบวนการทำงานลงไป

เพิ่มยอดขายให้เพิ่มขึ้นปีที่แล้วยอดขายอาจจะไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากหลายโครงการเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ได้ปิดการขาย ซึ่งการขายจะมาปิดในรอบปีนี้ เลยโชคดีที่ทำให้อัตราการเติบโตจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่สำหรับการเติบโตในปีหน้า เธอคาดว่าปีหน้าบริษัทของเธอน่าจะเติบโตได้ 6-7 เปอร์เซ็นต์ แต่เธอก็เชื่อว่าถึงอย่างไรแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดคอนโดย่านกรุงเทพฯ รอบนอก ตามแนวรถไฟฟ้าส่วนขยายก็ยังพอไปได้ แม้จะเลยช่วงนาทีทองไปแล้ว แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินไป

ด้วยความที่มาทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่อายุมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาอุปสรรคกับเธอหรือไม่นั้น กรวิกา เปิดเผยว่า ไม่มีปัญหา เนื่องจากเป็นคนไทยเข้าใจเรื่องระบบอาวุโสดี ว่าต้องมีความอ่อนน้อมให้เกียรติผู้ใหญ่ และเธอก็พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

“คนที่ทำงานมาก่อนเรานานๆ เขาคือผู้มีประสบการณ์ เรามาทีหลังเรามีความรู้แบบใหม่มาเสริมเติมเต็มให้กันและกัน การสื่อสารบนหลักการด้วยความจริงใจ ใช้ผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็ราบรื่นไปด้วยดี

อีกสัก 1-2 ปีข้างหน้าเธออยากจะไปเรียนคอร์สบริหารงานสั้นๆ 3-4 เดือน ด้านบริหารงาน เรื่องการเงิน ที่ฮาร์วาร์ด เป็นเรื่องที่ชอบและสนใจ และนำมาใช้กับงานที่เราทำอยู่ได้ เพราะหนูก็อยากจะทำ อยากจะขยายงานต่อยอดจากที่คุณพ่อทำไว้อีกหลายอย่าง รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แน่นอนว่า การเป็นลูกคนโตของบ้านย่อมเป็นที่คาดหวังของครอบครัว แต่เธอก็ไม่ถึงกับกดดันจนเกินไป เนื่องจากคุณพ่อพร้อมจะให้เวลาในการเรียนรู้งานและท่านสอนทุกอย่าง ให้โอกาสในการตัดสินใจ เราจึงมีท่านเป็นไอดอลที่เป็นแบบอย่างในการทำงานที่เรียกว่า เวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ด บริหารการจัดการเรื่องเวลาได้เป็นอย่างดี มีเวลาให้กับครอบครัวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

เรียนรู้งานอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง เปิดใจกว้างในการสื่อสารรับฟังเพื่อนร่วมงานทุกระดับชั้น นำเสนอนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ขายฝัน รู้จักกระจายงานได้เป็นอย่างดี ไม่รวมทุกอย่างไว้ที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

“ทุกวันนี้หนูจึงให้อาหารสมองด้วยการหาหนังสือหลักการบริหารงานดีๆ มาอ่านเพื่อเรียนรู้ความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาดของผู้อื่นไว้เป็นบทเรียนแบบทางลัดที่เราจะได้เก็บไว้เป็นกรณีศึกษา ใช้ประสบการณ์ของคนอื่นเป็นครู”