ศิริลักษณ์ ผ่องโชค งดงามด้วยจิตคิดแบ่งปั่น

วันที่ 14 ม.ค. 2557 เวลา 14:19 น.
ศิริลักษณ์ ผ่องโชค งดงามด้วยจิตคิดแบ่งปั่น
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ห่างเหินจากวงการบันเทิงไปพักหนึ่งหลังร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จนมีคดีความติดตัว ที่ไหนได้ซุ่มเรียนปริญญาโท และทำงานด้านสังคมและศาสนานี่เอง สำหรับดารานักร้องสาวสวยเสียงดีมีเอกลักษณ์ “จอย” ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ผู้สร้างความประทับใจและความสุขให้ผู้ชมทุกครั้งเมื่ออยู่หน้าจอและบนเวที

ล่าสุด พบเธอในวันจัดดอกไม้ประดับพระตำหนักคอยท่าปราโมชอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยเหล่าจิตอาสาในนามเด็กวัดบวรร่วมกันจัดถวายเนื่องในงานพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งเธอเป็นเจ้าภาพดอกไม้และยังช่วยจัดตกแต่งอีกด้วย

ตอกย้ำเรื่องบุญทาน วัดวา ศาสนา และสาธารณกุศลสำหรับเธอนั้นไม่เคยห่าง เพราะครอบครัวปู่ย่าตายายพ่อแม่ปลูกฝังพาเข้าวัดทำบุญตั้งแต่เด็ก พอเข้าสู่วงการบันเทิงมีชื่อเสียงก็มีโอกาสได้ทำบ่อยๆ หลายครั้งได้ร่วมกับเพื่อนดาราที่สนิทกัน เช่น ไปถวายปัจจัยสามเณรที่ศึกษาปริยัติธรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ ช่วยเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการซ้ำซ้อน และแม้แต่เป็นเจ้าภาพดอกไม้ถวายในงานพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ในครั้งนี้ก็ชวนเพื่อนสนิทร่วมด้วย

“เรื่องทำบุญจอยจะบอกเฉพาะในกลุ่มเพื่อนสนิทกันมากกว่า ซึ่งจอยจะไลน์ไป บางคนโทรแจ้ง เพื่อนก็จะโอนเงินเข้าบัญชีจอย ซึ่งเป็นบัญชีหนึ่งต่างหากที่เปิดไว้เพื่อการทำบุญและช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะ เบิกเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ เราก็แจ้งให้เพื่อนทราบซึ่งก็เป็นเพื่อนที่เชื่อใจกันทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาไปทำบุญก็ไปด้วยกัน ถ้าใครไปไม่ได้ก็ร่วมอนุโมทนา” ดาราสาวกล่าว

 

จากการเข้าวัดและช่วยงานสาธารณกุศลเนืองๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตเธอสดใสมีความสุขแล้วยังทำให้ได้เรียนรู้ธรรมะผ่านการทำงานจิตอาสาของสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และเรียนรู้จากการอ่านธรรมนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พร้อมนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย มิเพียงเท่านั้นยังหยิบยกธรรมะสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนา เช่น ทาน ศีล สติ สมาธิ มาอธิบายได้สบายๆ ไหลลื่นมาก

หันมาที่ผลงานการแสดงต้องยอมรับว่า นับจากละครเรื่องล่าสุดคือตลาดอารมณ์ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 5 ในปี 2554 แต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏมีผลงานละครอีก ซึ่งเธอยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกระทบจากการเปิดตัวเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรในปี 2551 แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เธอบอกว่าเลือกที่จะเดินแล้ว

“กับการที่ออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อปกป้องสถาบันเมื่อหลายปีมานี้นั้น เกิดจากจอยเห็นข้อความที่ไม่เหมาะสมในอินเทอร์เน็ต ทำให้รู้สึกบอกไม่ถูก มันหลายความรู้สึก รับไม่ได้ ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ อยากรู้ว่า ระบบไม่ทำงานหรือ หน่วยงานที่มีหน้าที่ไม่ทำงานหรือ จึงมองว่าที่ไหนมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้บ้าง ก็เห็นกลุ่มพันธมิตรในตอนนั้นจึงไปฟัง ก็รู้ว่าสิ่งที่เขาเคลื่อนไหวนั้นตอบโจทย์ ต่อมาได้ขึ้นเวทีด้วยการไปร้องเพลงให้ผู้ชุมนุมได้ผ่อนคลายและลดความอึดอัดในใจลง สุดท้ายก็โดนคดีความด้วย”

ดาราสาว เล่าว่า รู้อยู่แล้วว่าถ้าขึ้นไปบนเวทีจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างกับตัวเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าพอขึ้นเวทีแล้วกระทบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการงานและการดำเนินชีวิต โดยงานที่เกี่ยวกับการแสดงนั้นหายไป และการใช้ชีวิตในทุกๆ วันต้องคอยระวังอันตรายจากการถูกคุกคามจากคนที่คิดร้าย พร้อมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า แต่ถ้าออกมาเคลื่อนไหวหรือออกตัวในช่วงนี้อาจไม่ได้รับผลกระทบหรือกระทบบ้าง แต่ก็น่าจะไม่มากเหมือนที่เธอได้รับ เพราะสังคมทุกวันนี้เข้าใจทุกอย่างแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“ที่จอยลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสถาบัน ณ ตอนนั้นต้องยอมรับว่าสังคมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก สังคมยังไม่เข้าใจปัญหา แต่ถ้าเราขึ้นไปในวันที่ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้เหมือนเช่นทุกวันนี้ คงจะไม่โดนผลกระทบเยอะ แต่อย่างไรก็ตาม จอยได้เลือกแล้วเพราะทนไม่ไหวจริงๆ แต่เพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่เทิดทูนสูงสุดในชีวิตจอยพร้อมเสมอ”

เธอเล่าต่อว่า ในการถูกดำเนินคดีนั้นเป็นแรงผลักดันอันหนึ่งให้ต้องมาเรียนปริญญาโท พร้อมๆ กับการมีเป้าหมายที่เปลี่ยนไปจากความสนใจในเรื่องการแสดงหรือเกี่ยวกับวงการบันเทิงที่ลดน้อยถอยลงแทบไม่เหลือมาเป็นเพื่อช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนและยากจน

“จอยเลือกคณะสังคมสงเคราะห์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับอาชญาวิทยา การกระทำผิดอาชญากรรม สวัสดิการสังคม เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ทั้งชั้นตำรวจ อัยการ และศาล รวมทั้งราชทัณฑ์ เช่น การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การฟื้นฟูผู้ต้องขัง การเตรียมผู้ต้องขังก่อนปล่อย การทำมิให้ผู้ต้องขังออกไปกระทำผิดอีก เป็นต้น

ที่ตัดสินใจเรียนนั้นเพราะตนเองส่วนหนึ่ง ซึ่งใครจะคิดว่าขนาดระวังสุดๆ แล้ว ไม่ได้ทำอะไรเสียหายก็ยังโดน แล้วถ้าเป็นประชาชนคนยากจนหากโดนแบบเราอาจจะคนละคดีเขาจะหันหน้าไปพึ่งใคร เงินไม่มี ทนายก็ไม่รู้จัก ไม่มีเงินประกันก็ติดคุก ดังนั้น พอได้เรียนเป้าหมายจึงเริ่มเปลี่ยน กลายเป็นว่าอยากจะช่วยเหลือคนอื่นและสังคมมากขึ้น

จอยมองว่าในฐานะนักแสดงคนหนึ่งได้อะไรจากสังคมมาเยอะแล้ว แม้ว่าจะคืนสังคมบ้าง เช่น ไปทำงานการกุศลต่างๆ แต่พอมาถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าน้อยมาก แล้วตอนที่เรียนก็ได้เห็นปัญหาเยอะมาก ถอยไม่ได้ยังไงก็ต้องช่วย

ตอนทำทีสิสได้ทำเรื่องสิทธิของจำเลยหญิงโดยศึกษาจากผู้ต้องขังหญิงที่ทัณฑสถานหญิงกลาง จอยทำแบบสอบถามที่สะท้อนมุมมองของผู้ต้องขังหญิงเยอะมาก ซึ่งน่าเห็นใจบางทีคนเราจะมองด้วยความรู้สึกอย่างเดียว เช่น ทำไม่ดีก็ติดคุกไปสิ ต้องชดใช้ อย่างนี้ไม่พอ จอยมองว่าต้องเอาน้ำหนักของผลกระทบทั้งหลายมาดูด้วย เช่น จับแม่มาติดคุกลูกจะทำยังไง ลงโทษคนหนึ่งแต่กำลังจะสร้างอาชญากรอีกหนึ่งหรือเปล่า เด็กจะขาดอะไรหลายอย่างไม่มีอะไรแทนแม่ได้

เราควรต้องคิดหาอะไรมาปิดช่องโหว่นี้ อีกอย่างเมื่อแม่ติดคุกแล้วพัฒนาการของเด็กจะย้อนคืนมาได้ไหม แล้วถ้าศาลตัดสินไม่ผิด ยกฟ้องล่ะ จะชดเชยยังไง เงินเหรอชดเชยไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะ”

ปัจจุบันนอกจากคว้าใบปริญญาโทมาแล้ว เธอยังเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วย และบัดนี้เธอพร้อมแล้วที่จะมีความสุขกับการทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะทำได้อย่างเต็มที่ ส่วนงานแสดงนั้นเธอไม่ได้ตัดขาดซะทีเดียว แต่ขอพิจารณาดูอีกครั้ง

ขอบคุณร้านสตาร์บัคส์ ทองหล่อ ซอย 11 ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายรูป