เจาะกลยุทธ์ ธุรกิจหมูพันล้าน“พีแอนด์เอฟ อโกร อันดัสทรี”

วันที่ 21 เม.ย. 2557 เวลา 11:34 น.
เจาะกลยุทธ์ ธุรกิจหมูพันล้าน“พีแอนด์เอฟ อโกร อันดัสทรี”
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

อาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมของไทยที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับระดับโลก ในอดีตผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออกโดยมากจะเป็นบริษัทของต่างชาติ แต่ปัจจุบันได้มีผู้ประกอบการไทยที่มีความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ จนสามารถไต่ระดับจากธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้  และกลุ่มบริษัท พีแอนด์เอฟ อโกร อินดัสทรี ผู้ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรครบวงจร เป็นหนึ่งกลุ่มธุรกิจอาหารที่มีความน่าสนใจทั้งแง่วิสัยทัศน์ กลยุทธ์และการบริหารจัดการ 

“อภิสิทธิ์ ธนสัมพันธ์” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มพีแอนด์เอฟ อโกร อินดัสทรี กล่าวว่า ธุรกิจของกลุ่มฯ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2524 จากการเป็นเพียงฟาร์มเลี้ยงสุกรประมาณ 60 ตัว จนมาเป็นธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสุกร โรงงานชำแหละและตัดแต่ง ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกร ตอบสนองความต้องการลูกค้าธุรกิจด้านอาหาร(HORECA) ทั้งกลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร รวมถึงโมเดิร์นเทรดทั้งไทยและต่างชาติด้วยยอดขายปีละ2,000 ล้านบาท ในทุกวันนี้ได้ ด้วยการมองตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วว่าอาหารจะเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของไทยด้วยศักยภาพด้านเกษตรและ ภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศ

แต่กุญแจสำคัญที่ทำให้กลุ่มฯ ประสบความสำเร็จได้คือการทำธุรกิจอย่างโดยมองทุกส่วนเป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าและซัพพายเออร์ ตลอดจนธนาคารที่จะเข้ามาให้การสนับสนุนทางการเงินที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลจนเข้าถึงความต้องการและปัญหาของแต่ละฝ่าย เช่นกรณีของบริษัทฯ ที่ใช้บริการธนาคารกรุงไทยมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจจะให้ข้อมูลธุรกิจกับธนาคารมากที่สุดเพื่อให้ธนาคารเข้าใจธุรกิจและปัญหาของบริษัทฯ 

“ตอนนี้เราเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบให้กับลูกค้าธุรกิจด้านอาหารแบรนด์ดังทั้งของไทยและต่างชาติ กลยุทธ์เราคือการมองลูกค้าเป็นพันธมิตรทำความเข้าใจเขา เช่น การทำเนื้อหมูให้อร่อย คำว่าอร่อยมีหลายเวอร์ชั่น อร่อยของลูกค้าแต่ละรายก็ไม่เหมือนกัน เราต้องตั้งทีมเพื่อทำการศึกษาร่วมกับลูกค้าเพื่อปรับปรุงวัตถุดิบให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า”อภิสิทธิ์ กล่าว 

จิตติพัฒน์ ดวงพลอย กรรมการผู้จัดการทั่วไป บริษัทเอฟเอ็มเอฟ เซอร์วิส แอนด์ รีเทลลิ่ง บริษัทในกลุ่มพีแอนด์เอฟฯ ขยายความให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่สามารถเข้าถึงความต้องการลูกค้าว่า แนวคิดของกลุ่มฯ ปัจจุบันคือการมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกับลูกค้า คิดเพื่อมองหาการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำไรสูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งด้วยเพิ่มความสะดวก ประหยัด มอบสินค้าคุณภาพ มองหาแนวทางขยายโอกาสทางธุรกิจ 

แต่การจะตอบความต้องของลูกค้าได้ดังกล่าวมาจากการบริหารจัดการแบบครบวงจรเริ่มตั้งแต่คัดเลือกพัฒนาพันธุ์สุกรอย่างเป็นระบบ สามารถสอบกลับเนื้อสุกรได้  เลี้ยงสุกรในฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐและมาตรฐานสากล โรงงานชำแหละ โรงงานตัดแต่งที่ได้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองหน่วยงานกลางและสากล โดยปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO22000:2005 โดยมาตรฐานดังกล่าวบริษัทฯ ได้รับตั้งแต่ยังไม่ได้ผลิตเพื่อส่งออกเพราะแม้จะเป็นมาตรฐานที่สูงแต่ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และลดอุปสรรคเมื่อต้องขยายธุรกิจไปยังตลาดส่งออก          

“การรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในธุรกิจนี้อยู่ที่เราต้องรู้จักความต้องการที่แท้จริงของตลาดและลูกค้าเป้าหมาย แล้วนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ตลอดจนเตรียมวัตถุดิบที่เหมาะสมซึ่งทำให้วันนี้สามารถผลิตสินค้าได้ถูกต้องตามความต้องการลูกค้าทั้งด้านของเนื้อสัมผัส รสชาติ ความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การนำไปใช้งานของลูกค้าจนได้รับความไว้ใจให้บริษัทฯเป็นผู้ผลิตหลักของลูกค้าแต่ละราย” 

จิตติพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาเนื้อสุกรของของบริษัทฯ นอกจากการชำแหละตัดแต่งปรุงวัตถุดิบตามความต้องการลูกค้าแล้ว ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มคือกลุ่มพร้อมปรุง(ready to cook) เช่น หมูเสียบไม้สูตรซีอี๊วญี่ปุ่น หมูสะเต๊ะ ซี่โครงหมูทอดหมักบรั่นดี พอร์ค ชอพ สเต็กหมู มินิสเต็ก และกลุ่มพร้อมทาน(ready to eat) เช่น หมูเปื่อยฮ่องกง หมูตุ๋นเห็ดหอมน้ำแดง ขาหมูพะโล้ ไส้หมูพะโล้

อภิสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า  ปัจจุบันยอดขายของกลุ่มพีแอนด์เอฟฯที่ 2,000 ล้านบาทต่อปีนี้เป็นการผลิตวัตถุดิบเพื่อขายแก่ลูกค้าในประเทศ 80% อีก 20% เป็นการส่งให้แก่ลูกค้าผู้ผลิตแปรรูปอาหารเพื่อส่งออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกไปยังญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง  ซึ่งการขยายตลาดต่างประเทศนั้นบริษัทฯ มองว่าจะมีโอกาสมากขึ้นหลังจากการรวมตัวของอาเซียนซึ่งจะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้นและตอนนี้บริษัทก็อยู่ระหว่างศึกษาตลาดและข้อจำกัดของการทำการค้ากับประเทศในอาเซียน 

โดยการทำธุรกิจน่าจะเป็นการส่งผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรออกไปขายในประเทศต่างๆ เนื่องจากการพัฒนาของบริษัทฯขณะนี้มาถึงขั้นปลายคือแปรรูปอาหารเป็นทั้งพร้อมปรุงและพร้อมทาน และขณะนี้ก็อยู่ในระยะที่เริ่มที่จะพัฒนาสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งบางส่วนอยู่ในช่วงทดลองเช่นร้านอาหารแบรนด์ MITASU PLATINUM ที่เปิดไปแล้ว 2 สาขา ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับดีและเตรียมจะขยายสาขาต่อไป

จากนี้ไม่นานคงต้องติดตามกลุ่มพีแอนด์เอฟฯ อย่างใกล้ชิด เพราะหลังจากเป็นผู้ผลิตที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบความต้องการลูกค้าธุรกิจได้อย่างดีแล้ว อีกไม่นานคงจะมีการปล่อยสินค้าแบรนด์ของตัวเองออกมาโลดแล่นในตลาดหลายรายการทีเดียว