ปรองดองยังเกิดยากอยากได้รัฐบาลที่เบ็ดเสร็จ

วันที่ 20 มิ.ย. 2554 เวลา 07:51 น.
สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์

กล่าวว่า การเมืองหลังเลือกตั้ง อยากได้พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก เบ็ดเสร็จ เข้ามาบริหารบ้านเมือง จะได้ไม่มีข้อแก้ตัวว่าไม่ได้ดูกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ได้คุมกระทรวงมหาดไทย ส่วนเรื่องปรองดองความเป็นจริงคงเกิดขึ้นยาก ณ จุดนี้คืออยากให้มีรัฐบาลเสียงข้างมาก จะได้ไม่ต้องมีข้อแก้ตัว จากการเรียน วปอ.ที่ผ่านมา การเลือกตั้งควรจะได้รัฐบาลที่มาบริหารงานต่อเนื่อง มีพรรคใหญ่ 2 พรรคแข่งกัน ให้มีการบริหารงานได้เบ็ดเสร็จ เกิดการบูรณาการ บริหารได้คล่อง เช่นในญี่ปุ่น แต่เลือกตั้งครั้งนี้คงเกิดสภาพดังกล่าวยาก

หลังเลือกตั้งขอมองโลกในแง่ดี ถ้าจะเกิดความยุ่งยากก็ไม่เลวร้ายกว่าที่ผ่านมา เป็นกระบวนการตามโลกที่กำลังเปลี่ยน อย่ากังวลมาก หลังเลือกตั้งน่าจะดี จีนก็มีปัญหา เวียดนามก็มีปัญหา ทางเอกชนแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพียงแต่ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เดี๋ยวเดียวต่างชาติก็ลืมความวุ่นวายทางการเมือง เพราะประเทศไทยมีเสน่ห์ น่าลงทุน น่าค้าขาย

ปัญหาสำคัญขณะนี้ในภาคอุตสาหกรรมน่าจะเป็นเรื่องขาดแคลนแรงงานไทยที่มีฝีมือ จากปัจจุบันต้องใช้แรงงานต่างชาติเข้ามา ซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการว่าระยะกลางควรทำอย่างไร ระยะสั้นทำอย่างไร ต้องดูภาคการส่งเสริมจากบีโอไอ เช่น กลุ่มเท็กซ์ไทล์ มีที่ตั้งโรงงานบริเวณตะเข็บชายแดนได้ประโยชน์อย่างไร ต้องมีแผนชัดเจน ขณะที่ภาคการส่งออกไม่น่าเป็นห่วง แต่มีเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังต้องกังวล

ขณะที่ผู้นำในอนาคตอยากให้มองเรื่อง โกลบอล ซิติเซน ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องไทย ซิติเซน ซึ่งทางบีโอไอที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนในภาคการส่งออก ก็ควรมีเรื่องการซื้อขายในประเทศ ในด้านการยกเว้นภาษีด้วย หรือมีการส่งเสริมให้คนไทยมีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาจาก 1.ความไม่พร้อมทางรัฐบาล และ 2.ความไม่พร้อมด้านแรงงานต่างชาติ

ส่วนนโยบายของพรรคการเมืองที่หาเสียงในขณะนี้ด้านการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ 196 บาทต่อวัน ซึ่งในปัจจุบันภาคเอกชนยังต้องจ่ายค่าล่วงเวลา (โอที) ให้กับคนงานที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันในขณะนี้ โดยเฉพาะค่าโอทีในวันอาทิตย์ที่ต้องจ่าย 3 เท่าตัว ซึ่งเป็นส่วนที่หนักสำหรับผู้ประกอบการ แต่ก็เห็นด้วยกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้อยู่ได้ แต่ต้องใช้เวลาปรับขึ้นไป เพราะไม่เช่นนั้นจะวิกฤตมาก

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่จ่ายเป็นต้นทุนทางประชาธิปไตยนั้นมองว่าประชาชนไม่ได้อะไร ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานประมาณ 9-10 ปี นับจากนี้จากระบบการศึกษา ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด จากที่ผ่านมา “การศึกษา” คือ จุดอ่อน ซึ่งเรื่องนี้มองว่าอีก 12-15 ปี ก็น่าจะมีเวลาเพียงพอ เริ่มจากการศึกษาปลุกจิตใต้สำนึก