กีลาโรชปรับราคาสินค้า10-20%หลังต้นทุนพุ่ง

วันที่ 14 มี.ค. 2554 เวลา 15:56 น.
กีลาโรช สุดอั้นกลางปีขึ้นราคา 10 – 20% จากปัญหาฝ้ายขาดตลาด พร้อมอัดงบ 50 ล้านบาท ทำตลาดเด็กนักศึกษาหวังขยายฐานลูกค้าใหม่

นายกิตยากรณ์ ชัยถาวรเสถียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายชาย กีลาโรช บริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ในช่วงกลางปีนี้บริษัทมีแผนที่จะปรับราคาสินค้าขึ้น 10 – 20% เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เกิดจากราคาฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเสื้อผ้ามีราคาสูงขึ้นถึง 30 – 50%

ซึ่งเมื่อบริษัทปรับราคาขึ้นเชื่อว่าผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์อื่นๆ จะปรับราคาตาม โดยจะส่งผลให้ตลาดรวมมีมูลค่าสูงขึ้น แต่ปริมาณอาจจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคจะจับจ่ายสินค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้นและคาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะแรกของการปรับราคา

ทั้งนี้ บริษัทจึงวางแผนที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วยการเพิ่มงบทำตลาดในปีนี้เป็น 50 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8% ของรายได้ จากปีที่ผ่านมาบริษัทใช้งบการตลาด 6 – 7% หรือ 30 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งบริษัทจะเน้นขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเริ่มทำงานที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปผ่านการทำกิจกรรมโรดโชว์ไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ และการโรดโชว์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ในช่วงกลางปีบริษัทจะเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลคชั่นสำหนับกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มวัยเริ่มทำงาน โดยจะมีราคาไม่เกิน 1,000 บาท แม้ว่าจะปรับราคาขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้นสิ้นปีนี้บริษัทจะมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มใหม่ 18 – 30 ปี 10% จากฐานลูกค้าทั้งหมดอายุ 30 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำราคาสินค้าให้มีหลากหลายระดับเพื่อตอบสนองลูกค้าได้ทุกความต้องการและกลุ่มเป้าหมาย พร้อมการออกแบบเสื้อผ้าที่ใช้วัสดุอื่นในการผลิตเพื่อลดต้นทุน การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าในการดำเนินงานไว้ที่อัตราการเติบโตทางด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 30% หรือคิดเป็นมูลค่า 600 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมีรายได้ 450 ล้านบาท เติบโต 15%

สำหรับราคาสินค้าในขณะนี้ อาทิ เสื้อเชิ้ตจะมีราคา 1,500 –  3,000 บาท เมื่อปรับราคาแล้วในช่วงครึ่งปีหลังราคาเสื้อผ้าจะมีราคาสูงขึ้นประมาณ 150 – 300 บาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายของบริษัทที่อยู่ในระดับกลางถึงบนน้อยกว่า ผู้บริโภคระดับกลางถึงล่าง

ซึ่งบริษัทเล็งเห็นว่าราคาต้นทุนฝ้ายที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทุนในการซื้อวัตถุดิบและทำตลาดน้อย อาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะการเช่นนี้ 

อย่างไรก็ตาม บริษัทหวังว่าราคาฝ้ายจะลดลงหากปีนี้ไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรงในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปลูกฝ้ายอันดับที่ 1 ของโลก ปัญหาการเมืองในประเทศผู้ผลิตฝ้ายอันดับรองลงมา เช่น อินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ จะสงบลง และประเทศจีนซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลกจะไม่กักตุนฝ้าย เนื่องจากรัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนประเทศจีนเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนัก เช่น รถยนต์ อะไหล่ยานยนต์ เป็นต้น