บี้ไทยคมยิงดาวเทียมดวงใหม่

วันที่ 22 ก.พ. 2554 เวลา 22:00 น.
ครม.ให้ไอซีทีเร่งรัดไทยคมยิงดาวเทียมดวงใหม่ตามคำพิพากษาศาล พร้อมให้นำเงินค่าสินไหมทดแทนไทยคม 3 จำนวน6.7ล้านเหรียญสหรัฐส่งคืนให้ไอซีที

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ว่า คณะกรรมการประสานงานการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ มาตรา 22  ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ ได้รายงานถึงการพิจารณากรณีการอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์โดยมิชอบ ซึ่ง ครม.มีมติรับทราบ ตามข้อเสนอ โดยให้ บริษัทไทยคม จำกัด ดำเนินการจัดให้มีดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3  ตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมฯ เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฏีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   

ทั้งนี้ครม.ได้มอบหมายกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะคู่สัญญา มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทไทยคมว่า บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการจัดให้มีดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมฯเพื่อให้บริษัทฯดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส่วนกรณีการอนุมัติแก้ไขสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมฯ ครั้งที่ 5  โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่ต้องถือในบริษัทไทยคม จากไม่น้อยกว่า 51 % เป็นไม่น้อยกว่า 40% ครม.ได้มีมติให้กระทรวงไอซีที คงสัดส่วนการถือหุ้นของ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ใน บริษัทไทยคม ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 51 % ของจำนวนทั้งหมด

นายวัชระ กล่าวว่า กรณีอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 ที่ได้รับความเสียหาย 6,765,299 ดอลลาห์สหรัฐไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนดาวเทียมไทยคม 3  เห็นควรจะต้องนำส่งคืนให้แก่กระทรวงไอซีที ทั้งนี้เห็นควรให้กระทรวงไอซีทีหารือกับกระทรวงการคลังในแนวทางปฏิบัติต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุมเพื่อหารือวาระการขอความเห็นชอบเพื่อดำเนินการหลังคำพิพากษา ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีการดำเนินงานให้เป็น ไปตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมฯนั้น มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าทาง ครม.จำเป็นต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่ ตามที่กระทรวงไอซีที นำเสนอแนวทางการฟ้องร้องและการยกเลิกสัญญาสัมปทาน ในที่สุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจาก นายอัชฌาพร จารุจินดา เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกาจึงให้ความเห็นว่า ครม.ควรรับทราบเท่านั้น

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีทุกคนในที่ประชุม ครม.มีความเห็นพ้องว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับ ครม.ตั้งแต่ต้นเนื่องจากเป็นการทำสัญญาระหว่างกระทรวงไอซีทีกับบริษัทเอกชน ดังนั้น ครม.ควรรับทราบให้กระทรวงไอซีทีไปดำเนินการตามแนวทางที่เสนอทั้งในส่วนของ การฟ้องร้องหรือยกเลิกสัญญาจึงไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.  

ด้านรายงานข่าวจากไทยคม แจ้งว่า ต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากกระทรวงไอซีที ในฐานะเจ้าของสัมปทานก่อน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ในแนวทางไหน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เตรียมพร้อมสำหรับการยิงดาวเทียมดวงใหม่และได้เสนอคุณสมบัติของดาวเทียมดวงใหม่ เม็ดเงินลงทุน และ แผนธุรกิจต่างๆ ไปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนรอให้ไอซีทีอนุมัติเท่านั้น