พานาโซนิคเดินหน้าด้านการตลาด

วันที่ 28 ม.ค. 2554 เวลา 08:15 น.
พานาโซนิค ฉลองครบรอบ 50 ปี เดินหน้าทำตลาดเต็บสูบ ฟันยอดขาย 20,000 ล้านบาท เติบโต 17%

นายฮิโรทากะ มุราคามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พานาโซนิค ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2554 (เม.ย. 54 - มี.ค. 55) ถือเป็นปีที่ 50 ที่บริษัทเข้ามาก่อตั้งโรงงานผลิตถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่ในเมืองไทย จนขณะนี้บริษัทมีโรงงานทั้งสิ้น 11 โรงงาน ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงวางแผนที่ทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบในทุกช่องทาง

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มสินค้า การใช้งบส่งเสริมตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยบริษัทจะใช้งบราว 10% จากยอดขาย และตั้งเป้าเติบโตในปีนี้อย่างน้อย 10%

ทั้งนี้ เป้าการเติบโตในปีงบประมาณ 2554 ที่ตั้งเป้าไว้มากกว่า 10% เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีความแข็งเกร็ง และการขึ้นเงินเดือนให้ให้กับข้าราชการ ลูกจ้าง ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรราคาดีจะทำให้ผู้บริโภคทั่วไปมีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักทั้งแง่ของปริมาณและมูลค่า

สำหรับผลประกอบการใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของปีงบประมาณ 2553 (เม.ย. 53 - มี.ค.54) บริษัทพบว่ามีอัตราการเติบโตแล้ว 15% คาดว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายบริษัทจะมีผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 17% หรือคิดเป็นมูลค่า 10,500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับผลประกอบการของ บริษัทพานาโซนิค เอ.พี.เซลส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในหมวดภาพและเสียง

 คาดว่ามีนี้จะมีอัตราการเติบโตทางด้านยอดขาย 18% หรือมีมูลค่า 9,500 ล้านบาท รวมแล้วในปีงบประมาณ 2553 กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ประเทศไทย จะมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท

นายภิญโญ ภิรมย์ฐาน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ลูมมิกซ์ (Lumix) บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลล์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายกล้องดิจิตอลประเภทดีเอสแอลอาร์ แบรนด์ ลูมมิกซ์ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัว กล้องดิจิตอลประเภทดีเอสแอลอาร์ 8 รุ่น เพื่อขยายตลาดโดยตั้งเป้าที่ขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับที่ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 8% จากปัจจุบัน

บริษัทมีส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าวเพียง 5% ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดในอันดับที่ 5 เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าตลาดอีเอสแอลอาร์มีทิศทางและแนวโน้มที่ดี โดยในปีนี้คาดว่าตลาดรวมกล้องดิจิตอลประเภทดีเอสแอลอาร์จะมีอัตราการเติบโตถึง 151% หรือมีมูลค่าตลาดรวม 127,000 ยูนิต จากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 48,000 ยูนิต เท่านั้น

ทางด้านตลาดรวมกล้องดิจิตอลทุกประเภทในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีมูลค่า 1.35 ล้านยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่า 9,500 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดกล้องดิจิตอลแบบดีเอสแอลอาร์ 9.4% และตลาดกล้องดิจิตอลแบบคอมแพค 90.6% เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าตลาดรวม 1.2 ล้านยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่า 8,200 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดกล้องดิจิตอลแบบดีเอสแอลอาร์ 7% และตลอดกล้องดิจิตอลแบบคอมแพค93%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวกล้องดิจิตอลแบบคอมแพคในครึ่งปีแรกอีก 8 – 9 รุ่น เพื่อทำตลาดในตลาดกล้องดิจิตอลแบบคอมแพค และเปิดตัวกล้องวีดีไออีก 6 – 7 รุ่น เพื่อทำตลาดในตลาดกล้องวีดีโอ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและรายได้ของบริษัทให้เติบโต