ZORT มองตลาดอีคอมเมิร์ซไทยแตะ 3.5 แสนล. ยังโต 30% ต่อปี ห่วงเอสเอ็มอีแข่งเหนื่อย คู่แข่งเพิ่มชิงตลาด

วันที่ 15 มิ.ย. 2565 เวลา 16:42 น.
ZORT มองตลาดอีคอมเมิร์ซไทยแตะ 3.5 แสนล. ยังโต 30% ต่อปี ห่วงเอสเอ็มอีแข่งเหนื่อย คู่แข่งเพิ่มชิงตลาด
ZORT X AUTOBOT โชว์เคส ใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกหนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบรนด์ไทยสู้ต่างชาติ มองปีนี้อีคอมเมิร์ซในประเทศแตะ 3.5 แสนล้านบาท ยังโต 30% ต่อปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงแข่งขันสูงชิงเค้กในตลาด 

นายพาสูง ส่งศักดิ์สกุล ผู้จัดการทั่วไปบริษัท บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกครบวงจร (Seller Management Platform) เปิดเผยว่า เทรนด์การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยยังอยู่ในทิศทางการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยคาดว่าแนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่ามากถึง 3.5 แสนล้านบาทในสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 30% ทุกปี 

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มตลาดที่เติบโตสูงนำมาซึ่งการแข่งขันที่เข้มข้นมีทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่และผู้ประกอบการเดิม เข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาด เนื่องจากเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายผู้บริโภคได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว ประกอบกับมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับแนวโน้มการหดตัวของประชากรไทยในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า กลายเป็นความท้าทายที่ส่งผลให้การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้อย่างมีจำกัด 

โดยในอนาคตผู้ประกอบการ อีคอมเมิร์ซ จำเป็นต้องมองหาช่องทางและตลาดใหม่ เพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจให้เติบโตได้ รวมถึงการปรับตัวให้ทันกับปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมา 

ทั้งนี้ในส่วนของ ZORT ได้เตรียมแผนการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยทั้งขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ให้สามารถแข่งขันในโลกของออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นพัฒนาระบบจัดการออเดอร์ และสต๊อกแบบครบวงจร ที่เข้ามาแก้ไขจุดอ่อนทางธุรกิจ ของการขายของออนไลน์ และออฟไลน์ โดยเฉพาะการเปิดร้านค้าผ่านหลายแพลตฟอร์ม เช่น Lazada, Shopee, JD central, Facebook หรือ Line  โซเชียลคอมเมิร์ซ และเว็บไซต์ รวมถึงแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในอนาคต

นายพาสูง กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวส่งผลให้ตลอด 7 ปีที่ ZORT ได้เปิดให้บริการมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้ว 4,500 ราย เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่มีอยู่ 3,000 ราย และตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ราย 

โดยจุดแข็งที่ ZORT สามารถก้าวมาอยู่ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มสัญชาติไทยได้ เพราะเป็นระบบจัดการออเดอร์ และสต๊อกแบบครบวงจรรายแรกในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Customer Centric เน้นความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่ตอบโจทย์ที่สุด ใช้ง่ายที่มีใช้จ่ายน้อยที่สุด เป็นระบบที่ครบครันตอบโจทย์การทำธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กครอบคลุมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านการพัฒนาจากความคิดเห็นของผู้ใช้งานจริงและการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า (Data Analysis) มาสร้างเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่รวบรวมการขายของจากหน้าร้านทุกแพลตฟอร์มและหน้าร้านแบบออฟไลน์มาไว้ที่เดียว” 

สำหรับลูกค้าของ ZORT แบ่งเป็นผู้ค้าออนไลน์รายย่อย 50% ลูกค้าองค์กร 50% โดยลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้บริการ ZORT ยังคงใช้บริการอยู่ต่อเนื่อง เช่น บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ AUTOBOT แบรนด์ดูดฝุ่นสัญชาติไทย ที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มที่เติบโตมาด้วยกันกับ ZORT ใช้บริการต่อเนื่องมาถึง 5 ปี ในส่วนงานด้านระบบจัดการออเดอร์ การรวมออเดอร์จากทุกช่องทางการขายมาไว้ในที่เดียว สามารถติดตามสถานะการสั่งซื้อได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 

รวมถึงระบบจัดการคลังสินค้าสามารถอัปเดตสต๊อกสินค้าอัตโนมัติได้แบบเรียลไทม์ ไปยังทุกหน้าร้านทุกแพลตฟอร์ม ที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สำคัญมากสำหรับการขายสินค้าผ่านออนไลน์ เนื่องจากการอัพเดทสินค้าแบบเรียลไทม์เป็นการสร้างโอกาสทางการขาย เพราะการให้บริการสินค้าที่ทันใจ ทันความต้องการของลูกค้า คือ หัวใจสำคัญของการขายสินค้าออนไลน์ และยังสามารถดึงข้อมูลสต๊อกสินค้าเป็นไฟล์ Excel ได้อีกด้วย 

ระบบบัญชี (Accounting) จัดการเอกสารบัญชีได้ง่าย ๆ รวมถึงระบบคลังสินค้า (Fulfillment)  ด้วยระบบจัดการออเดอร์ที่พัฒนามาอย่างครอบคลุม สามารถสนับสนุนการทำธุรกิจ Autobot ที่เน้นการขายบนช่องทางออนไลน์ 80% ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Autobot ก้าวขึ้นสู่แบรนด์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นสัญชาติไทยที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ของ Shopee ในปัจจุบัน

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ AUTOBOT แบรนด์ดูดฝุ่นสัญชาติไทย เปิดเผยว่า โรบอท เมคเกอร์ ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 9 ปี และใช้บริการแพลตฟอร์มของ ZORT มาตลอด 5 ปี นับจากปีแรกๆ ที่โรบอท เมคเกอร์ได้เปิดตัวสินค้าแบรนด์ AUTOBOT บริษัทมีพนักงานเพียง 5 คน ต่อมาเทรนด์ของการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและวิถีชีวิตเร่งรีบ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมีความต้องการสินค้าที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าแบรนด์ AUTOBOT มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดปี 2564 สร้างยอดขายได้ 200 ล้านบาท เติบโต 20 % จากปีก่อนหน้านี้ 

“ปัจจุบันสินค้าเกี่ยวกับ AI Smart Home Device แบรนด์ต่างประเทศเข้ามาบุกตลาดประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดย AUTOBOT มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20 % และมีเป้าหมายว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 30 % ภายในปี 2566 ซึ่งการสร้างแบรนด์สินค้าของไทยต้องแข่งขันกับนานาประเทศ ซึ่งคู่แข่งเหล่านั้นมีต้นทุนและงบประมาณทำการตลาดมหาศาล หากผู้ประกอบการไทยมีการปรับตัวเพื่อรับมือก็จะสามารถแข่งขันได้ เช่น การมีแพลตฟอร์มที่ดีมาซัพพอร์ตก็จะช่วยให้ลดต้นทุนการดำเนินงานและทำให้มีต้นทุนไปพัฒนา ขยายงานส่วนต่างๆ รวมไปถึงมีความสามารถในการกำหนดราคาขายสินค้าให้สมเหตุสมผล เพิ่มโอกาสทางการแข่งขันกับแบรนด์ต่างประเทศได้” นายธรรมสร กล่าว

สำหรับแผนธุรกิจของโรบอท เมคเกอร์ในปีนี้ ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ที่ 250 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 8 ประเภท และมีแผนที่จะขยายไปสู่สินค้าประเภทสัตว์เลี้ยง แม่และเด็ก เพิ่มเติม