ส่งออกอาหารไตรมาสแรกพุ่ง 28.8% ออเดอร์คู่ค้าเพิ่มหลังเปิดประเทศ ตั้งเป้าปีนี้ทะลุ 1.2 ล้านล้าน

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 12:50 น.
ส่งออกอาหารไตรมาสแรกพุ่ง 28.8%  ออเดอร์คู่ค้าเพิ่มหลังเปิดประเทศ ตั้งเป้าปีนี้ทะลุ 1.2 ล้านล้าน
จับตาครึ่งปีหลังยังห่วงส่งออกอาหาร เผชิญปัจจัยเสี่ยงรุม ทั้งต้นทุน เงินเฟ้อ กังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย กระทบกำลังซื้อ คงเป้าส่งออกทั้งปี ขยายตัว 9.3%

นางอนงค์  ไพจิตรประภาภรณ์  ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม  เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารในไตรมาสแรกปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 28.8 % มีมูลค่า 286,022 ล้านบาท เนื่องจากประเทศคู่ค้านำเข้าสินค้าอาหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับมาคึกคักในช่วงที่หลายชาติเตรียมการรับการเปิดประเทศ (Reopening) ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมอาหารที่ผลิตเพื่อการส่งออก

ทั้งนี้สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ไก่ ขยายตัว 20.3%  ข้าว 30.8%, น้ำตาลทราย 198.4%, กุ้ง 20.2%, เครื่องปรุงรส 24.5%, ผลิตภัณฑ์มะพร้าว 36.8%, ผลิตภัณฑ์สับปะรด 21.8% และน้ำผลไม้ 35.8% ส่วนการส่งออกแป้งมันสำปะหลัง และปลาทูน่ากระป๋องมีปริมาณลดลงเล็กน้อยแต่มูลค่าขยายตัวสูง มีเพียงการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง และอาหารพร้อมรับประทาน เท่านั้นที่การส่งออกลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า เนื่องจากทางการจีนเข้มงวดในมาตรการนำเข้าสินค้าเพื่อควบคุมโควิด-19 ทำให้ผลไม้ส่งออกของไทยโดยเฉพาะทุเรียนหดตัวลง

อย่างไรก็ตามตลาดส่งออกอาหารของไทยในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ที่มูลค่าส่งออกขยายตัวสูงถึง 101.9% และ 255% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาเซียนเดิม (5 ประเทศ) และ CLMV ก็ขยายตัวในระดับสูง เนื่องจากความกังวลเรื่องโควิด-19 ลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะการฟื้นตัว

ด้านกลุ่มประเทศคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ก็ขยายตัวได้ในระดับสูงเช่นกันหลังจากชะลอตัวในปีก่อน มีเพียงการส่งออกไปจีนประเทศเดียวที่การส่งออกขยายตัวต่ำเพียงร้อยละ 6.0 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจีนยังคงเกิดขึ้น ทำให้ทางการจีนต้องใช้นโยบาย "Zero-Covid" หยุดการแพร่ระบาด กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง

สำหรับแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2565 คาดว่าจะมีมูลค่า 913,978 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 และคงคาดการณ์ส่งออกทั้งปีไว้ที่ 1.2 ล้านล้านล้านบาท ขยายตัว 9.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 1. ความต้องการสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวและบริการที่มีแนวโน้มฟื้นตัว หลายประเทศมีแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2. ยอดติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเข้าสู่วิถีดำเนินชีวิตปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

3. ราคาอาหารโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลดีต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยโดยรวม และ 4. เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดในรอบ 5 ปี และมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีกในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลดีความสามารถการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารในกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local content) จะเป็นกลุ่มหลักที่จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ได้แก่ 1.จีนมีความต้องการสินค้าชะลอตัวลงจากมาตรการควบคุมโควิด-19 นโยบาย "Zero-Covid" ของจีนทำให้หลายเมืองยังพร้อมใช้มาตรการการล็อกดาวน์ได้ทุกเมื่อหากมีการระบาดของโควิด-19  2. ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่กระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหาร พลังงาน รวมทั้งปัจจัยการผลิตสำคัญทั่วโลก เงินบาทที่อ่อนค่าลงกระทบราคาสินค้านำเข้าให้เพิ่มสูงขึ้น

รวมถึงการระงับการส่งออกสินค้าเกษตรอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น กรณีของอินโดนีเซียที่ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม อินเดียห้ามส่งออกข้าวสาลี เป็นต้น 3. เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลกบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ทศวรรษที่ 8.5% ในเดือนมีนาคม 2565 โดยได้แรงหนุนจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น จากข้อจํากัดด้านอุปทานขณะที่อุปสงค์ผู้บริโภคยังแข็งแกร่ง ส่วนอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่น (ไม่รวมราคาอาหารสด) เพิ่มขึ้นเป็น 2% ในเดือนเมษายน ขณะที่ดัชนีราคาขายส่งของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 10% สูงสุดในรอบ 40 ปี เป็นต้น

และ 4. ความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัว และหดตัวในบางประเทศ โดยสหประชาชาติลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2565 ลงจาก 4% เป็น 3.1% ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาสแรกปี 2565 หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า -1.4%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารของไทยไตรมาสแรกของปีนี้ ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสภาวะโควิดดีขึ้นตามลำดับ ในปีนี้ทุกประทศค่อนข้างมีความมั่นใจ จึงเริ่มเปิดทำการค้ามากขึ้น โดยมีปัจจัยที่เสริมในไตรมาสแรกและต่อเนื่องไตรมาสที่ 2 อาทิ อัตราการแลกเปลี่ยน ต้นทุน ราคาขาย รวมถึงความปลอดภัยอาหาร ที่จะเป็นตัวเร่งให้การส่งออกอาหารไทยดีขึ้น ในด้านต้นทุนการผลิต / ขนส่ง ที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากราคาพลังงานสูงขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์มีการให้ปรับราคาสินค้าเป็นราย ๆ ไม่ได้ปรับขึ้นได้ทุกราย ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกลไกตลาด

นายเจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งออกอาหารของไทยในปัจจุบันควรมุ่งเน้นในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะการส่งออกไปยังชายแดน  อยากให้มีการอำนวยความสะดวกมากขึ้น  ซึ่งสถานการณ์สงครามรัสเซีย - ยูเครน อาจจะยืดเยื้อ 1-3 ปี คาดว่าจะยังต้องประสบกับภาวะราคาสินค้าผันผวนต่อไป