โรงแรม-ร้านอาหารเครือเซ็นทรัล รับสัญญาณบวกไตรมาสแรก พลิกจากขาดทุนปีที่แล้ว  

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 08:08 น.
โรงแรม-ร้านอาหารเครือเซ็นทรัล รับสัญญาณบวกไตรมาสแรก พลิกจากขาดทุนปีที่แล้ว  
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา กางรายได้ไตรมาสแรกปี65 โตเพิ่มจากธุรกิจอาหารและโรงแรม รับเปิดประเทศ-ผ่อนคลายการควบคุมโรค กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBIT) 184 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปีที่แล้ว ขาดทุนสุทธิลดลงกว่า 90%

รายงานข่าวระบุ บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) เผยผลดำเนินการไตรมาส 1/2565: บริษัทฯมีรายได้รวม 3,882 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2564: 2,774 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,108 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 40%) รายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 951 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2564: 486 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 465 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 96%) เทียบปีก่อน 

โดยคิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ ต่อรายได้รวม (% EBITDA) 24% เพิ่มขึ้นเทียบกับปีก่อน (ไตรมาส 1/2564: 18%) บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBIT) จำนวน 184 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 157% เทียบกับปีก่อน (ไตรมาส 1/2564: ขาดทุน 324 ล้านบาท) ในขณะที่ผลขาดทุนสุทธิปรับตัวลดลง 91%

สำหรับธุรกิจโรงแรม ผลการดำเนินงานของโรงแรมในต่างประเทศยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และโรงแรมที่ดูไบ มีอัตราการเข้าพักค่อนข้างสูง จากงาน World Expo ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 ในขณะที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากผ่อนคลายมาตรการต่างๆในการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPar) เพิ่มขึ้น 197% อยู่ที่ 1,957 บาท 

โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OCC) เพิ่มจาก 14% เป็น 35% ในไตรมาส 1/2565 และที่ราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่ม 16% เทียบปีก่อน เป็น 5,660 บาท ธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวม 1,249 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้น 748 ล้านบาท หรือ 149% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับธุรกิจอาหาร การเติบโตของรายได้เนื่องจากปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ รัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ความกังวลจากการติดเชื้อโควิด-19 ลดลงเนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของประชากรเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบการแพร่ระบาดสายพันธ์โอมิครอนไม่รุนแรงเหมือนสายพันธุ์เดลต้าที่ผ่านมา 

กอปรกับบริษัทฯ ได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายทั้งในช่องทางของการรับประทานที่ร้าน การซื้อกลับบ้าน และการเดลิเวอรี่ รวมถึงมาตรการช็อปดีมีคืนของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมยอดขายในไตรมาสนี้ โดยในไตรมาส 1 /2565 อัตราการเติบโตจากยอดขายสาขาเดิม (%SSS) เพิ่มขึ้นในอัตรา 10% เทียบปีก่อน 

โดย เป็นการเพิ่มขึ้นของ 4 แบรนด์หลัก 9% และ แบรนด์อื่นๆ 15% และการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (%TSS) 15% เทียบปีก่อน บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจอาหารรวม 2,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท (หรือเติบโตประมาณ 16% เทียบปีก่อน)

ในปี 2565 บริษัทฯจะรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรกจาก 2 โรงแรมใหม่ คือ 1) โรงแรมเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย 184 ห้อง ระดับ Luxury แห่งแรกในเครือ 2) โรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ จำนวน 607 ห้อง เป็นกิจการร่วมค้า บริษัทฯ ถือหุ้น 40% และบริษัทฯ จะรับรู้รายได้จากการลงทุนในแบรนด์ใหม่ใน ร้านอาหาร Shinkanzen Sushi และ Senma Sushi ปัจจุบันเปิดดำเนินการ 38 สาขา ซึ่งบริษัทฯ เข้าถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ในสัดส่วน 51%

ถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะคาดการณ์ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 น่าจะมีแนวโน้มที่ดี แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่จะมั่นใจว่ามีการบริหารจัดการเรื่องการเงินอย่างเหมาะสม และมีกระแสเงินสดที่เพียงพอในทุกสถานการณ์ 

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 อัตราส่วนสภาพคล่องดีขึ้นจากสิ้นปี 2564 ที่ 0.7 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ต่อส่วนผู้ถือหุ้น 0.9 เท่า ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเงื่อนไขกับสถาบันการเงินเกี่ยวกับการรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ต่อส่วนผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 2.0 เท่า

แม้ยังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการธุรกิจโรงแรม เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน นโยบายและมาตรการการควบคุมโรคโควิด-19 ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันต่อต้นทุนราคาวัตถุดิบและการขนส่งที่กระทบอัตราการทำกำไรของธุรกิจอาหาร อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวกจากการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามการผ่อนปรนมาตรการตามลำดับ 

อีกทั้งบริษัทฯ ก็มีการวางแผนในการเจรจาต่อรองกับผู้ขายอย่างต่อเนื่อง หาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม รวมถึงมีการปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนสภาวะการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ 

โดยบริษัทฯ ได้พยายามรักษาสมดุลเรื่องความคุ้มค่าของลูกค้าและผลกำไรของบริษัทฯอย่างเหมาะสม ในปี 2565 บริษัทฯ ประมาณการธุรกิจโรงแรมอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี (รวมโรงแรมที่ดูไบ) อยู่ในช่วง 40% - 50% และรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) อยู่ที่ 1,700 – 1,900 บาท และธุรกิจอาหาร อัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales: SSS) 10% ถึง 15% เทียบปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales: TSS) จะอยู่ในช่วง 20% ถึง 25% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา สำหรับการเติบโตของจำนวนสาขา บริษัทฯ คาดว่าจะมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นสุทธิ 180-200 สาขา

โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯมีโรงแรมภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้น จำนวน 89 โรงแรม (18,751 ห้อง) แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 47 โรงแรม (9,481 ห้อง) และเป็นโรงแรมที่กำลังพัฒนา 42 โรงแรม (9,270 ห้อง) ในส่วน 47 โรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วนั้น 19 โรงแรม (5,050 ห้อง) เป็นโรงแรมที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ และ 28 โรงแรม (4,431 ห้อง) เป็นโรงแรมที่อยู่ภายใต้สัญญาบริหาร

สำหรับธุรกิจอาหาร CENTEL มีจำนวนร้านอาหารที่เปิดดำเนินการรวม 1,398 สาขา ดังนี้ 1.เคเอฟซี (304) 2.มิสเตอร์โดนัท (431) 3.โอโตยะ (46) 4.อานตี้แอนส์ (196) 5.เปปเปอร์ลันช์ (48) 6.ชาบูตง ราเมน (16) 7.โคลด์สโตน ครีมเมอรี่ (16) 8.โยชิโนยะ (28) 9.เดอะ เทอเรส (7) 10.เทนยะ (13) 11.คัตสึยะ (50) 12.อร่อยดี (34) 13.อาริกาโตะ (133) 14.เกาลูน (1) 15.แกร๊บคิทเช่น บาย เอเวอรีฟู้ด (24) 16.สลัดแฟคทอรี (22) 17.บราวน์ คาเฟ่ (13) 18.คาเฟ่ อเมซอน – เวียดนาม (10) 19.ส้มตำนัว (6)