ไทยส่งสินค้าฮาลาลบุกเมือง"กานซู่"ดันยอดขายกว่า1.2พันล้านใน1ปี

วันที่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 15:34 น.
ไทยส่งสินค้าฮาลาลบุกเมือง"กานซู่"ดันยอดขายกว่า1.2พันล้านใน1ปี
รมว.พาณิชย์เป็นสักขีพยานพิธีลงนามความร่วมมือด้านการค้าระหว่างไทย-กานซู่ ดันทำยอดการค้าพุ่ง 1,265 ล้านบาท ภายใน 1 ปี เน้นเจาะตลาดสินค้าฮาลาลโดยเฉพาะ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์(พณ.) เป็นประธานสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับกรมพาณิชย์ มณฑลกานซู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย นายเริ่น เจิ้นเห้อ ผู้ว่าการมณฑลกานซู่ โดยมี นายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรมว.พาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมด้วย ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงกระทรวงพาณิชย์ 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในนามของกระทรวงพาณิชย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แห่งราชอาณาจักรไทย กับ กรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีความหลากหลาย และมีจุดเด่นที่แตกต่างกันในแต่ละมณฑล ด้วยเหตุนี้ ตนจึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำความร่วมมือกับมณฑลสำคัญของจีน เพื่อนำจุดเด่นของแต่ละมณฑลมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งมณฑลกานซู่จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือในด้านการค้าและการลงทุน ทั้งจากไทยและอาเซียนสู่จีน ไปจนถึงเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางบก ที่สำคัญสายหนึ่งของโลกมาตั้งแต่อดีตกาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เส้นทางสายไหม”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้ขยายจากเส้นทางทางบกไปสู่เส้นทางสายไหมทางทะเล และได้มีเส้นทางระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor: ILSTC) ที่มีจุดเริ่มต้นที่ท่าเรือชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ผ่านนครฉงชิ่ง และเข้าสู่มณฑลกานซู่ เชื่อมต่อไปยังดินแดนทางทิศตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบขนส่งทางรางที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาความเชื่อมโยงจีนภายใต้นโยบายข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI)สำหรับโอกาสทางการค้าไทย มีความโดดเด่นในสินค้าฮาลาล สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหารและโลจิสติกส์ ในขณะที่กานซู่เป็นมณฑลที่มีความโดดเด่นด้านการแพทย์แผนจีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและวัตถุดิบสมุนไพรที่มีความหลากหลาย และยังเป็นแหล่งทรัพยากรด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นกระแสที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า MOU ด้านการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับกรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ที่ลงนามครั้งนี้ จะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางการค้าระหว่างไทยและจีน และสามารถต่อยอดการค้าอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 หรือคิดเป็นมูลค่าการค้ารวมประมาณ 1,265 ล้านบาท ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณมณฑลกานซู่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในวันนี้ขึ้น ตนเชื่อมั่นว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้จะเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป

ด้านนายเริ่น เจิ้นเห้อ ผู้ว่าการมณฑลกานซู่ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าด้วยการจัดทำ บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์กับกรมพาณิชย์ มณฑลกานซู่ จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ประสบผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.ทั้งสองฝ่ายต้องการขยายขอบเขตความร่วมมือทางการค้า "ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค" (RCEP) มีผลบังคับใช้ในจีนและไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายต้องใช้กฎข้อสัญญาในการเปิดตลาดที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมความเชื่อมโยงของตลาดระหว่างมณฑลกานซู่กับประเทศไทย แบ่งปันทรัพยากร เพิ่มมูลค่าการนำเข้าและส่งออก และอำนวยความสะดวกในตลาดให้มากยิ่งขึ้น

2.ทั้งสองฝ่ายต้องยกระดับความร่วมมือและการลงทุน มณฑลกานซู่มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นตลาด ถูกกฎหมาย และเป็นสากล มณฑลกานซู่ยินดีต้อนรับผู้ประกอบการไทยอย่างจริงใจ เพื่อให้มาลงทุนในมณฑลกานซู่ โดยตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 11 กรกฎาคม 2565 จะมีการจัดประชุมเจรจาการค้าการลงทุนหลานโจว ที่มณฑลกานซู่ ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการไทยมาเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างกัน และ 3. ทั้งสองฝ่ายต้องเพิ่มความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มณฑลกานซู่ได้รับการแนะนำโดย The New York Times ให้เป็น” 1 ใน 52 จุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในโลก" หวังว่า มณฑลกานซู่กับประเทศไทยจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือแบบ win-win ขอเชิญทุกท่านด้วยความจริงใจ เพื่อพาครอบครัวและเพื่อนฝูงของตนเอง เดินทางมายังมณฑลกานซู่ สัมผัสเส้นทางสายไหมอดีตกาล และมารับน้ำใจของชาวมณฑลกานซู่

สำหรับ มณฑลกานซู่ หรือมณฑลกังชก มีประชากร 25 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของจีน(ตามลําดับจํานวนประชากร) มีชาวมุสลิม 1.6 ล้านคน (คิดเป็น 6.4%) เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกพลังงานหลักจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้แก่ พลังงานนํ้า พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่ผลิตชิปที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจีนและเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมเคมีด้วย ซึ่งสินค้าส่งออกหลักของไทยไปกานซู่ 5 อันดับแรก ปี พ.ศ. 2565 (ม.ค.-ก.พ.) ได้แก่ 1) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ2) เอสเซนเชียลออยล์และเรซินอยด์ เครื่องหอม เครื่องสำอาง3) พืชผักรวมท้ังรากและหัวบางชนิดท่ีบริโภคได้4) เมล็ดพืช และผลไม้ท่ีมีนำ้มัน เมล็ดธัญพืชและผลไม้เบ็ดเตล็ด5) ปลา และสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลัง