ตามคาด!! ดีล ทรู-ดีแทค ตั้งบริษัทร่วมทุน สู่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับในไทย

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 09:57 น.
ตามคาด!! ดีล ทรู-ดีแทค ตั้งบริษัทร่วมทุน สู่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับในไทย
เครือซีพี-กลุ่มเทเลนอร์ เอ็มโอยู ร่วมกันตั้งบริษัทเทคโนโลยีหรือ Tech Company เล็งขยายธุรกิจใหม่ พร้อมตั้งกองทุนสตาร์ทอัพ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวลือถึงการควบรวมของค่ายมือถือ ระหว่างทรู และดีแทค ล่าสุด วันนี้(22 พ.ย.) เครือซีพี-กลุ่มเทเลนอร์ประกาศ การพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) โดยการสนับสนุนให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (TRUE) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน) (DTAC) ตั้งเป้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี(Technology Company) ภายใต้ ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ พร้อมเสริมธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ การสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม และกองทุนสตาร์ทอัพ เพื่ออสอดรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ธุรกิจของทรู และดีแทค จะยังคงดําเนิน ไปตามปกติของแต่ละบริษัท

ในขณะที่เครือซีพีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทรูและกลุ่มเทเลนอร์ซึ่งเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค ตั้งเป้าที่จะหาข้อสรุปในรายละเอียดของความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) ซึ่งจะส่งผลให้เครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ถือหุ้นเท่าเทียมกันในบริษัทใหม่ ที่จะร่วมกันสร้างขึ้น

นอกจากนี้ ทรูและดีแทคจะดําเนินการตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งการตรวจสอบ กิจการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเสร็จเป็นที่พอใจ (Due Diligence) การขออนุมัติที่เกี่ยวข้องจากที่ประชุม คณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ตลอดจนการดําเนินขั้นตอนตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้แล้วเสร็จ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom Landscape) ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเทคโนโลยีใหม่ และตลาดที่เปิดกว้างต่อการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคเข้ามาเสนอรูปแบบบริการดิจิทัล มากขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้ทําให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจาก การพัฒนาการให้บริการเครือข่าย (Connectivity) ให้เป็นอัจฉริยะแล้ว ยังต้องเสริมศักยภาพและ ความรวดเร็ว ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากโครงข่ายการสื่อสารและส่งมอบเทคโนโลยี 2 นวัตกรรมใหม่ให้กับลูกค้าซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทําให้การปรับ โครงสร้าง (Transformation) ของบริษัทไทยสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี ให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่น ชั้นนําระดับโลกได้นั้น ถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง

การปรับโครงสร้างสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่จะก้าว เป็นฮับของเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค โดยโทรคมนาคม (Telecom) จะยังคงเป็นธุรกิจหนึ่งของ โครงสร้างและจะต้องพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติมในส่วนที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์เทคโนโลยี ไอโอที อุปกรณ์อัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลมีเดียโซลูชัfน และปรับ โครงสร้างเพื่อให้สนับสนุนการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี (Tech Startup) โดยการจัดตั้ง Venture Capital ที่มุ่งเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพไทย และสตาร์ทอัพต่างประเทศ ที่ตั้งในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะศึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) เพื่อนํามาปรับใช้กับธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดกว้างกรอบความคิดในการทํานวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

การก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยี คือกุญแจสําคัญที่จะทําให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดด และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กระจายไปทั่วประเทศได้ ซึ่งในฐานะบริษัทไทย เรามุ่งมั่นที่จะเป็น ส่วนหนึ่งในการช่วยปลดล็อกศักยภาพที่มีอยู่อย่างมหาศาลของธุรกิจไทยและผู้ประกอบการดิจิทัล ไทย รวมทั้งยังจะสามารถดึงดูดคนที่เก่งที่สุดและธุรกิจล้าสมัยจากทั่วโลกให้มาทําธุรกิจ ในประเทศไทยได้อีกด้วย

“วันนี้เป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามแนวทางดังกล่าว โดยเราหวังว่าจะเป็นส่วนเสริมพลัง ให้กับคนรุ่นใหม่ทั้งหมด และสร้างงานด้านเทคโนโลยีในการเติมเต็มและดึงเอาศักยภาพ ให้เป็น ผู้ประกอบการที่ส่งมอบมูลค่าเพิ่มผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมดิจิทัลที่ล้ำสมัย” นายศุภชัยกล่าว

ด้านนายซิคเว่ เบรกเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทเลนอร์ กล่าวว่า เรามีประสบการณ์ ในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัลในประเทศต่างๆ ในเอเชียมาแล้ว ดังนั้น ขณะที่เรายังพัฒนาต่อไป ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจต่างคาดหวังบริการที่ล้ำสมัยและการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเราเชื่อว่า บริษัทใหม่นี้จะเป็นส่วนหนี่งในการต่อยอด ยกระดับประเทศไทย ไปสู่การเป็นผู้นําในโลกดิจิทัลได้ ด้วยการผนวกความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับการบริการที่ดึงดูดลูกค้า พร้อมนําเสนอผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตามถ้ามีการตกลงและทุกอย่างดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นได้ บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดของดีแทค และทรู คอร์ปอเรชั่น จะมีทางเลือในการที่จะรับคำเสนอซื้อหุ้นโดยสมัครใจ(Voluntary Tender Offer หรือ  VTO พร้อมกับส่วนต่างเพิ่มเติมในระดับที่น่าดึงดูดใจที่จะเสนอให้ด้วย หรือเลือกที่จะร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใหม่ต่อไปได้

ขณะเดียวกันถ้ามีการตกลงหรือเดินหน้าความร่วมมือในครั้งนี้ จะมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจ แบบมีเงื่อนไข (Conditional VTO) ภายใต้การดำเนินการครบตามเงื่อนไข เสนอให้กับผู้ถือหุ้นของดีแทค และทรู คอร์ปอรั่น หลังจากนั้นจึงจะเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างดีแทคและทรู คอร์ปอเรชั่น จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้น ทั้งนี้ราคา VTO ของหุ้นดีแทค จะอยู่ที่   47.76 บาทต่อหุ้นคิดเป็นส่นต่าง 25% ของราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก โดยปริมาณ ( Volume Weighted  Average Price  หรือ VWAP) ของหุ้นดีแทคในช่วงหนึ่งเดือน และราคา VTO ของหุ้นทรู คอร์ปอเรชั่นจะอยู่ที่ 5.09 บาทต่อหุ้น คิดเป็นส่วนต่าง 25% ของราคาหุ้น VWAP ของหุ้นทรู ในช่วงหนึ่งเดือน โดยอัตราแลกเปลี่ยนหุ้นที่ตกลงกันคือ หุ้นทรู 10.221 หุ้น เท่ากับหุ้นดีแทค 1 หุ้น และเปอร์เซ็นต์การแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของในบริษัทใหม่ ของผู้ถือหุ้นหลักทั้งสองราย จะถูกกำหนดโดยผลลัพท์ของ VTO

นายเยอเก้น โรสทริป รองประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเซีย กล่าวว่า ข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างฐานของเราในเอเชียให้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างคุณค่า และพัฒนาตลาดในภูมิภาคนี้ ต่อไปในระยะยาว เรามีความ มุ่งมั่นและพันธกิจต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียมาอย่างยาวนาน และความร่วมมือครั้งนี้ก็จะเสริมความมุ่งมั่นและพันธกิจนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การที่เราสามารถเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ และ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพดีที่สุด จะเป็นปัจจัยเสริมที่สําคัญสําหรับบริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ ”

นายเยอเก้นกล่าวว่า บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะตั้งกองทุนมูลค่าประมาณ 100 –200 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นมาเพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เน้นการสร้าง ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย ทั้งเครือซีพีและ กลุ่มเทเลนอร์ ต่างมัfนใจว่า การพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน ในครั้งนี้จะสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและประชาชนไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค ตามยุทธศาสตร์ของประเทศไทยได้สําเร็จตามเป้าหมาย