กนอ.ดึงพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น ปักหมุดมาบตาพุดเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งแรก

วันที่ 10 พ.ย. 2564 เวลา 13:15 น.
กนอ.ดึงพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น ปักหมุดมาบตาพุดเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งแรก
กนอ.ร่วมกับพันธมิตรองค์กรธุรกิจไทยและญี่ปุ่น เอ็มโอยูพัฒนานิคมฯสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในมาบตาพุด ตอบโจทย์ BCG นโยบายรัฐบาล

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  เปิดเผยหลังร่วมกับพันธมิตรองค์กรธุรกิจไทยและญี่ปุ่น ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการศึกษาเพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Industrial Estate) ในพื้นที่มาบตาพุดมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี

การลงนามในครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการจะเป็นสังคมคาร์บอนต่ำผ่านการดำเนินกิจกรรมด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โดย กนอ.มุ่งมั่นสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว และยกระดับมาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมด้วยการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้นแบบ 4.0 ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึง “นิคมอุตสาหกรรม Smart Park” ซึ่งจะอาศัยการออกแบบที่ยั่งยืนด้วยสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีที่สวยงามและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานชีวิตการทำงานในนิคมอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน นิคมฯ Smart Park จะนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต ลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และหันมาใช้พลังงานสะอาดที่หลากหลาย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น รวมถึงยกระดับระบบการขนส่งที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และระบบบริหารจัดการพลังงาน

อย่างไรก็ตามนโยบาย BCG ของรัฐบาล มุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการลดคาร์บอนและมาตรการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดเก็บ การขนส่ง และการใช้งาน สิ่งสำคัญคือต้องกระจายแหล่งพลังงานเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการผลิตพลังงานไฮโดรเจนด้วยพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดที่หลากหลาย เช่น ชีวมวล ซึ่งไฮโดรเจนเหลวสามารถจัดเก็บและขนส่งได้ง่ายกว่าไฟฟ้า เมื่อใช้และแปลงเป็นไฟฟ้า ไฮโดรเจนจะไม่ปล่อยของเสีย นอกจากน้ำ

การลงนามร่วมกันในวันนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นความท้าทายในการนำไฮโดรเจนและพลังงานสะอาดอื่นๆ มาใช้ในอนาคต นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาลไทยที่มีต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมรุ่นต่อไป ผ่านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอีอีซี มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

ด้านนายนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีความภูมิใจที่จะบอกว่าญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย และพร้อมสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยคาดหวังถึงอนาคตของความเป็นกลางทางคาร์บอนของทั้งญี่ปุ่นและไทย โดยมองว่าการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจนในอาเซียนที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทย

นายยามาชิตะ โนริอากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวในนามของบริษัทญี่ปุ่นที่เข้าร่วมโครงการ ว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างไทยและญี่ปุ่น เราในฐานะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้าร่วมโครงการมีความประสงค์ที่จะใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เพื่อช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและกลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่สำคัญของเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัทของไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ กล่าวว่า ปตท. เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาพลังงานระดับโลก โดยมุ่งเน้นการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจและสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนซึ่งต้องการการสนับสนุนอย่างมากจากฝ่ายต่างๆ โดยเชื่อว่าโครงการนี้ จะสามารถแสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและสะอาดมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและทำให้เราก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและนำไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป

สำหรับองค์กรธุรกิจที่ได้เข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ประกอบไปด้วย บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด  บริษัท ปตท. จำกัด ( มหาชน ) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด  และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด