ไทยเบฟ มั่นใจไทยมีศักยภาพประคับประคองสถานการณ์โควิดให้พร้อมเปิดประเทศ ตามแผนรัฐบาล

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 15:57 น.
ไทยเบฟ มั่นใจไทยมีศักยภาพประคับประคองสถานการณ์โควิดให้พร้อมเปิดประเทศ ตามแผนรัฐบาล
ไทยเบฟ กางผลดำเนินธุรกิจท่ามกลางโควิดยังมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 11% แตะ 3.6 หมื่นล้านบาท รับช่วงกักตัวดันกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โต แต่ฉุดกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์-อาหาร นิ่ง

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกลุ่มธุรกิตเครื่องดื่ม อาหาร ครบวงจร เปิดเผยว่านโยบายรัฐบาลเตรียมแผนเปิดประเทศเพื่อรองรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ด้วยเห็นว่าจากการระบาดโควิด ระลอกที่4 นับแต่ช่วงเดือนเม.ย.  ที้ผ่านมา พบว่าไทยเป็นประเทศแรกๆ  ที่รับมือสถานารณ์ดังกล่าวได้ค่อนข้างดี เทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ที่มีเงื่อนไขการบริหารจัดการแตกต่างกันไป โดยบริษัทได้วางแผนพร้อมปรับตัว เพื่อประคับประคองธุรกิจมาโดยตลอดช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา

“การรับมือโควิด เวฟที่สี่ในช่วงที่ผ่านมา ไทยถือเป็นประเทศแรกๆที่สามารถประคองสถานการณ์เอาไว้ได้โดยไม่น้อยหน้าใคร รวมถึงแผนเข้ารับวัคซีนของประชาชนตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ช่วยเร่งให้ลดอัตราการติดเชื้อโควิดได้ ซึ่งมองว่าปัญหาการระบาดโควิดต้องคุยกันในระดับครอบครัวด้วย อย่าเพิ่งมองรัฐบาลว่าะขาทำดีหรือไม่ดี เป็นประเด็นสังคมที่ต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจร่วม เพื่อช่วยเหลือสังคมได้มากที่สุด” นายฐาปน กล่าว 

ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมหลังโควิดเริ่มคลี่คลายนั้น ยังต้องรอพิจารณาในหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งในประเทศ และ ระดับภูมิภาคอาเซียน รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หรือ กำลังซื้อประชาชนหรือไม่ ส่วนหนึ่งจากตัวแปรอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่น่าเป็นห่วงหากเปิดประเทศแล้ว เศรษฐกิจอ่จจะยังไม่ฟื้นในทันที ซึ่งภาครัฐอาจจำเป็นต้องผันเม็ดเงินเพื่อผลักดันให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในทุกภาคส่วน ด้วยในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นการ’รีเซ็ท’ ธุรกิจองค์ใหญ่ระดับโลกไปพร้อมกัน

โดยสอดคล้องกับแผนธุรกิจกลุ่มบริษัทไทยเบฟ ได้เตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้านต่างๆ ส่งผลให้ไทยเบฟยังคงเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และเป็นองค์กรที่มีความพร้อมทุกด้าน ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ PASSION 2025 เพื่อครองความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนที่มั่นคง และยั่งยืน Stable & Sustainable ASEAN Leader 

“การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้บริษัทมีกำไรเติบโตแข็งแกร่ง มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี เพิ่มขึ้น 11.5%  เทียบกับปีก่อน เป็น 36,638 ล้านบาท สำหรับงวด 9 เดือน (สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.64) และยังคงเป็นบริษัทเครื่องดื่มและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รวมทั้งเป็นบริษัทในอาเซียนบริษัทเดียวที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของเอเชียในด้านรายได้และมูลค่าทางการตลาด” นายฐาปน กล่าว    

ช่วงกักตัวอยู่บ้าน หนุนธุรกิจแอลกอฮอล์โต

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา รองผู้บริหารสูงสุด การเงินและบัญชีกลุ่ม และผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินและบัญชี ธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจสุราในภาพรวมยังมีความแข็งแกร่ง จากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ซึ่งตอบรับกับการบริโภคที่บ้าน คือ รวงข้าว สุราขาว  และ สุราสีหงส์ทอง ซึ่งปรับบรรจุภัณฑ์ขนาด 350 มล. และ 700 มล. ให้มีภาพลักษณ์หรูหราและทันสมัยมากขึ้น และจากผลวิจัยการตลาดในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง แสงโสม เติบโตกว่า 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วน เบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ เพิ่มการเติบโตได้ถึง 26% 

สำหรับเมอริเดียนบรั่นดี ยังสามารถเพิ่มการเติบโตได้ถึง 39% ส่วนคูลอฟ วอดก้า สามารถเติบโตและมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 32% ในส่วนของแกรนด์รอยัลกรุ๊ปซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของตลาดวิสกี้ในประเทศเมียนมา ยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งประกอบกับมีเสถียรภาพของกระแสเงินสด

นายเลสเตอร์ ตัน ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปี 2564  ผลิตภัณฑ์เบียร์ยังมีผลประกอบการน่าพอใจ ท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง จากการปรับกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินงานในโรงงานผลิตเบียร์ได้อย่างราบรื่น รวมถึงการรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมา ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่บ้านเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มบริการจัดส่งถึงบ้าน  โดยริเริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างแข็งแกร่ง

ส่วนผลดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเบียร์ ในประเทศเวียดนามถูกขับเคลื่อนโดยการเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าด้วยการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างคุ้มค่า ในประเทศไทย ส่วนธุรกิจการส่งออกและกลุ่มตลาดต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจเบียร์ ได้ยกระดับการขายโดยตั้งเป้าไปที่การขายและการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งพร้อมการบริหารเรื่องต้นทุนอย่างเข้มงวด 

ขณะที่กิจการบริษัท ไซง่อน เบียร์-แอลกอฮอล์-เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น (ซาเบโก้) ในปี 2564นี้ ยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับซาเบโก้ จากสถานการณ์กโควิด19 ในเวียดนาม และการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดทั้งประเทศ โดยซาเบโก้ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งการดูแลความปลอดภัย และสวัสดิภาพของตัวแทนขาย ผู้สนับสนุน การขาย รวมถึงพนักงานในโรงเบียร์และฝ่ายผลิต 

ธุรกิจนันแอลกอฮอล์-อาหาร ปรับแผนรับเติบโตลดง

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ประเทศไทย) และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง และรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายพัฒนาความเป็นเลิศ เปิดเผยว่าผลดำเนินธุรกิจของกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non Alcoholic Beverage หรือ NAB) ในงวด 9 เดือนของปีงบประมาณ 2564 มีรายได้จากการขายจานวน 11,688 ล้านบาท ลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณขายลดลง8.6%  

ทั้งนี้ ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังคงบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวังด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชีจานวน 1,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15.2% เมื่อเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชีที่ไม่รวมค่าสินไหมทดแทน

ด้านนางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) กล่าวว่ากลุ่มธุรกิจอาหาร ได้ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงโดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกห้างเพิ่มขึ้น 24 สาขา ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 673 สาขา (ณ 30 ก.ย. 2564)  และมีรถจำหน่ายอาหารเคลื่อนที่ Food Truck อีกจำนวน 10 คันเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

สำหรับปี 2565 กลุ่มธุรกิจอาหารจะขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์หลัก คือ 1. Drive Brand Penetration & Accessibility ขยายสาขาในรูปแบบที่เหมาะกับสถานการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึง Food Truck และร้านแบบ To go 2. Grow Off-Premise Channels เสริมแกร่งและขยายช่องทางการขายนอกสถานที่ 

3.Digitize Customer Engagement สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล 4.Innovation นำนวัตกรรมมาสร้างประสบการณ์ใหม่เพิ่มความสะดวกสบาย ความปลอดภัยให้กับลูกค้า และ 5. Sustainability ดำเนินธุรกิจตามแนวคิดด้านความยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม