บ้านปู เตรียมขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนทั่วไป 3 รุ่น เร็วๆนี้

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 13:53 น.
บ้านปู เตรียมขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนทั่วไป 3 รุ่น เร็วๆนี้
บ้านปู เตรียมขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนทั่วไป 3 รุ่น เร็วๆ นี้ ชูอันดับเครดิต A+ ผลตอบแทน 2.90-4.00% ต่อปีสามารถจองผ่าน 4 สถาบันการเงินชั้นนำ

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หุ้นกู้ฯ ที่จะเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป มีจำนวน 3 รุ่น อายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 2.90-3.10% ต่อปี อายุ 7 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.20-3.50 % ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.70-4.00 % ต่อปี

สำหรับ วันจองซื้อหุ้นกู้ที่แน่นอนจะประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง โดยเสนอขายผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่าย 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ผ่านสาขาปกติและระบบออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ

“บริษัทฯ มั่นใจว่า หุ้นกู้ฯ บ้านปูจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่พิจารณาลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคง เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และมีศักยภาพในการขยายธุรกิจในอนาคต สะท้อนได้จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ระดับ A+ ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับการวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทฯ ยังสามารถรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารเงินสดไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่า หุ้นกู้ฯ บ้านปูจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบ้านปู กล่าว

ทั้งนี้ บ้านปูพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ สำหรับปี 2564-2568 ต่อยอดกลยุทธ์ Greener & Smarter ด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ (International Versatile Energy Provider) ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เข้าดำเนินธุรกิจครอบคลุม 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมองโกเลีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยสร้างการเติบโตจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ประกอบด้วย ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตลาด การค้า โลจิสติกส์ การจัดหาเชื้อเพลิง และ สายส่ง

กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ครอบคลุมโรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนการเล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม BANPU จึงขยายการผลิตพลังงานไฟฟ้าในหลายรูปแบบเพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายกำลังการผลิต 6,100 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 และสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการใช้พลังงาน รวมทั้งสร้างรากฐานสู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานของบ้านปู มีพันธมิตรทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในการส่งมอบกระแสไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจ และสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทฯ เพิ่งเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในประเทศออสเตรเลียจำนวน 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 166.8 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับผู้รับซื้อที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่มน่าลงทุน สะท้อนถึงกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ประกอบด้วยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ ธุรกิจจัดเก็บพลังงาน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจพัฒนาชุมชนอัจฉริยะ ที่กำลังเร่งสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งการพัฒนาโซลูชันและขยายการให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุค New Normal อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 51 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,543 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยมีรายได้จากการขายจำนวน 736 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 22,269 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 102 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 936 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 29,336 ล้านบาท) เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น