พิษโควิดรอบใหม่ทุบศก.ไทย 3 เดือน จี้รัฐเร่งเยียวยาฟื้นกำลังซื้อ

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 13:10 น.
พิษโควิดรอบใหม่ทุบศก.ไทย 3 เดือน จี้รัฐเร่งเยียวยาฟื้นกำลังซื้อ
กกร.ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ 3% ขู่หากรัฐไม่อัดเงิน 2 แสนล้านเข้าระบบ เศรษฐกิจไทยโต 0% ชี้ปัจจัยหลักต้องเร่งกระจายวัคซีน พร้อมขอบคุณนายกฯรับลูกข้อเสนอ โดยเอกชนขอจ่ายค่าวัคซีนเอง 5 ล้านโดส

นายสุพันธุ์  มงคลสุธี   ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  และสมาคมธนาคารไทย ว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกเดือนเมษายนคาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะกระทบแผนการท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยและทำให้การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วง 3 เดือนข้างหน้าทำได้ยากหรืออาจต้องเลื่อนออกไป รวมทั้งกระทบอย่างมากต่อกำลังซื้อเพราะแรงงานในภาคบริการต้องหยุดหรือลดชั่วโมงการทำงาน

ทั้งนี้รัฐจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินที่มีกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน (K-shape Recovery) โดยเฉพาะการประคับประคองกำลังซื้อในประเทศโดยรวม และการขยายระยะเวลามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานที่ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค

นอกจากนี้ การแจกกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งวัคซีนจะเป็นปัจจัยที่สร้างเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนได้มากที่สุด และจะทำให้ภาพของอุปสงค์ในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าจะส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทยในระยะต่อไป  ที่ประชุม กกร. จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 1.5-3%  จากเดิม 1.5-3.5%  โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายและมาตรการของรัฐที่มีขนาดกว่า 2 แสนล้านบาทที่จะเข้ามาเยียวยาเศรษฐกิจ โดยหากไม่มีเม็ดเงินดังกล่าว จีดีพีจะไม่ขยายตัวหรือเติบโต 0%  ด้านการส่งออกได้ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 4-6 % ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.0% ถึง 1.2%

นายสุพันธุ์  กล่าวว่า กกร.มีความเป็นห่วงเรื่องการกระจายวัคซีนที่ยังล่าช้าและแผนงานยังไม่ชัดเจน โดยได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี คือ  1. คณะแก้ไขปัญหาการกระจายและฉีดวัคซีน โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในเรื่องโลจิสติกส์   การขนส่งและสถานที่ในการฉีด เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น 

2. คณะสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ โดยประสานข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน   3. คณะสนับสนุนระบบอำนวยความสะดวกระบบงานต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีด จนถึงการออกใบรับรอง และการจัดทำระบบ Vaccine Passport เพื่อใช้แสดงในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ และ  4. คณะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้รวบรวมความต้องการภาคเอกชนในการซื้อวัคซีนเพื่อเร่งการฉีดให้เร็วขึ้น โดยมีผู้ซื้อแสดงความจำนงมาแล้วกว่า 5 ล้านโดส และขอให้ อย. ผ่อนคลายระเบียบเพื่อให้มีการซื้อวัคซีนได้มากขึ้น ประชุมสัปดาห์หน้า  เพื่อรวบรวมข้อเสนอ ไปยังนายกฯ

“ทางภาคเอกชน ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี และ  คณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ตอบรับข้อเสนออย่างรวดเร็วในการเร่งหาวัคซีนทางเลือก โดยได้อำนวยความสะดวกในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม พร้อมกับ จะจัดหาวัคซีน COVID-19 อีก 2-3 ยี่ห้อ เพิ่มเติม 35 ล้านโดส นอกเหนือจากที่ ภาครัฐดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งภาคเอกชนนำโดย กกร. จะช่วยรัฐบาลจัดหาให้กับพนักงานลูกจ้างเองด้วย เพื่อช่วยลดงบประมาณของรัฐบาล”

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล   ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกฯที่เร่งจัดหาวัคซีนโควิดตามเอกชนให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแหล่งที่มาเป็นทางเลือก   ซึ่งในกรณีที่เอกชนต้องการขอรับจัดสรรวัคซีน 5 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดให้กับภาคอุตสาหกรรมนั้น เอกชนยินดีออกค่าใช่จ่ายเอง  เพื่อการสนับสนันการทำงานของภาครัฐ