ผลวิจัยโควิด ทั้ง3 ระลอก เปลี่ยนแปลงรอบด้านคนอาเซียน ทำเงินเก็บคนไทยกว่า50% หร่อยหรอ

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 13:23 น.
ผลวิจัยโควิด ทั้ง3 ระลอก เปลี่ยนแปลงรอบด้านคนอาเซียน ทำเงินเก็บคนไทยกว่า50% หร่อยหรอ
อิปซอสส์ เผยผลวิจัยชุดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนอาเซียน และ คนไทย ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ถึง 3 ระลอก กระทบค้าปลีก-รายได้ครัวเรือนหด-คนซื้อของเท่าที่จำเป็น- กิจกรรมไลฟ์สไตล์-ความกังวล และ ความต้องการการดูแลจากภาครัฐ เปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ 

นางสาวอุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด

นางสาวอุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ และนายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดผู้บริโภค รูปแบบ Customized Research Solution ออกแบบเฉพาะรายแบบครบวงจร One Stop Serviceร่วมเปิดเผย ข้อมูลวิจัยชุดสำคัญที่เป็นประโยชน์ทั้งกับภาครัฐ และภาคธุรกิจ กับผลการวิจัยเรื่อง “วิถีชีวิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดใหญ่ ความคิดเห็นและพฤติกรรมของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องอาศัยท่ามกลางของการแพร่ระบาดของไวรัสถึง 3 ระลอก ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิต พร้อมชี้ให้เห็นทิศทางผลกระทบจากพิษโควิดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก รายได้ครัวเรือน พฤติกรรมการใช้จ่ายกิจกรรมไลฟ์สไตล์ และความกังวลของผู้คนในอาเซียนรวมไปถึงความต้องการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นความหวังที่แทบทุกคนต่างรอคอย

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด

นายอิษณาติ กล่าวว่า ข้อมูลวิจัยชุดนี้อิปซอสส์ทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมของผลกระทบจากโควิด 19 และเปิดเผยความเห็นของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและภาคธุรกิจโดยรวม

โดยรายงานวิจัยชุดนี้ได้ทำการสำรวจในการระบาดของโควิดถึง 3 ระลอก ในช่วงเวลาดังนี้

เวฟที่ 1-เดือนพฤษภาคม 2563

เวฟที่ 2-เดือนกันยายน 2563

เวฟที่ 3-เดือนกุมภาพันธ์ 2564

โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ประเทศละ 500 คน อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทยฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม รวมทั้งสิ้น 3,000 คน สำหรับการศึกษาในแต่ละระลอก

โควิดระลอก3 คนไทยกังวลสูง 78%

รายงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงความคิดเห็นและความกังวลต่อสภาวะการณ์ รวมของสถานการณ์โควิด 19 โดยรวมภายในภูมิภาค ซึ่งพบสัดส่วนความกังวลของผู้คนในระดับสูงของการแพร่ระบาดทั้ง 3 ระลอก ในอัตรา 45% 50% และ 49% สำหรับ ระลอก 1 ระลอก 2 และ ระลอก 3 ตามลำดับ โดยอัตราความกังวลโดยรวมของคนไทยกับทั้ง 3 ระลอก พบว่ามีสัดส่วนที่ 83% 77% 78% ตามลำดับซึ่งมีระดับความกังวลที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ 

โดยรายได้ครัวเรือน และเงินออมเป็นประเด็นที่ผู้คนได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆโดยในส่วนรายได้ครัวเรือน พบว่าในระลอกที่ 3 ผู้คนจากประเทศอินโดนีเซียมีรายได้ครัวเรือนลดลงในระดับต่ำสุดจากทั้ง 6 ประเทศ โดยลดลงในอัตรา 82% ขณะที่ไทย ตามมาที่อัตรา80%

คนไทย 80% เงินออมลดลงกว่าค่าเฉลี่ยในอาเซียน

ในส่วนของเงินออมพบว่าคนไทยมีเงินออมที่ลดลงโดยเฉพาะหลังการระบาดระลอก 3 ที่คนไทย 80% กล่าวตนมีเงินออมลดลงซึ่งลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งอาเซียนในระลอก 3 ที่อยู่ที่ 70%

และเมื่อพิจารณาในมุมของการนำเงินสำรองออกมาใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนนี้ จะพบว่าภาพรวมของทั้งภูมิภาคมีครัวเรือนที่มีเงินออมเพิ่มขึ้น 7% ในเวฟ2 และลดลงเหลือ 6% ในเวฟ3 ในทางตรงกันข้ามพบว่าครัวเรือนในอาเซียนที่มีเงินเก็บหายไปมากกว่าครึ่งที่ 16% เท่ากันในเวฟ2 และ เวฟ3

ขณะที่ประเทศไทยเองหากเปรียบเทียบระหว่าง เวฟ 2 และ เวฟ 3 จะพบว่า คนไทยกังวลเรื่องรายได้ สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาค SEA และกังวลลากยากไป 3 ปี ในอัตรา 82%, 81% 83% สำหรับ เวฟ1 เวฟ2 และ เวฟ3

ห่วงมาตรการ ล็อคดาวน์ กลับมาใช้ป้องโควิด  

ทั้งนี้การสำรวจได้ตั้งคำถามกับผู้คนในอาเซียนต่อไปว่าหากรัฐบาลนำมามาตรการปิดกัดกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อระงับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในอนาคต คุณมีความกังวลต่อที่อาจเกิดขึ้นในระดับใดและเป็นกังวลว่าจะส่งผลต่อรายได้ของคุณหรือไม่

โดยพบว่าความกังวลของคนไทยในคำถามดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนในภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นความกังวลยังเพิ่มสูงขึ้นอีกในระลอก 3 นี้ ในอัตรา 82% 81% และ83% สำหรับ เวฟ1 เวฟ2 และ เวฟ3 ตามลำดับ

1 ปีโควิด อาเซียนปรับตัวหันประหยัด

นายอิษณาติ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงความคิดเห็นและความกังวลที่ผู้คนมีต่ออนาคตของตนเอง ภายหลังที่ได้อยู่ร่วมกับโควิดมาเป็นเวลา 1 ปี พบว่าผู้คนในภูมิภาคยังคงต้องต่อสู้และเป็นกังวลกับการใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจในอนาคตซึ่งภาพรวมของคนทั้งภูมิภาคมีความเห็นที่รู้สึกดีกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตนในอัตราเฉลี่ย 30% 

ส่วนประเทศไทย มีอัตราต่ำสุดในกลุ่ม 6 ประเทศที่ทำการสำรวจ ที่อัตรา 11% และถือว่าเป็นอัตราที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงการระบาดในระลอก 2 เมื่อถามถึงแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่าผู้คนในภูมิภาค 42% มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตนจะดีขึ้น โดยเมื่อมองลงไปในแต่ละประเทศพบว่า อินโดนีเซีย นำมาเป็นอันดับ 1 – 76% อันดับ 2 ฟิลิปปินส์ 49% สิงคโปร์ อันดับ 3 - 37% อันดับ4 เวียดนาม 35% และไทย อันดับ 5 รองสุดท้าย ในอัตรา 30% ส่วนอันดับสุดท้าย อันดับ 6 ประเทศมาเลเซีย 24% สำหรับไทยก็ยังเป็นสัดส่วนที่ลดลง เมื่อเทียบกับ การระบาดในระลอก 2

สุขภาพจิตเสีย พฤติกรรมเปลี่ยน

นอกจากนี้ โควิด ยังกระทบวิถีชีวิตเปลี่ยน สุขภาพจิตเสีย ส่งผลให้ผู้คนเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่ทำ โดยผลวิจัยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตกิจกรรมที่ผู้คนอยากทำ และช่วงเวลาที่อยากออกทำกิจกรรมการระบาดของ โควิด 19 สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตในสังคม

ตลอดจนความกังวลด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คน ทั้งใน มาเลเซีย ไทย และ เวียดนาม ซึ่งต่างต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและกิจกรรมที่เคยทำตามนโยบาย Social Distancing โดยประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงการออกไปยังแหล่งชุมนุมที่มีคนมากมาย เช่น ยิม สถานบริการด้านกีฬา (Sport facility) แหล่งท่องเที่ยวตลอดจนอีเว้นท์ต่าง ๆ 

โดยผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต และช่วงเวลาที่อยากออกไปทำกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

หากเรียงลำดับกิจกรรมที่ผู้คนอยากทำในทันทีจะพบผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ อันดับแรกคือการไปหาเพื่อนถึงบ้าน 36% / ใช้รถขนส่งมวลชน 33% / ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร 28% / ไปยิม –สถานออกกำลังกาย 21% / ท่องเที่ยวในประเทศ 19% / ไปงานพื้นบ้าน 14% / ท่องเที่ยวต่างประเทศ 9% ตามลำดับ

กิจกรรมแรกคนไทย อยากออกไปหาเพื่อน-ครอบครัว

นอกจากนี้ยังระบุถึงช่วงเวลาที่อยากทำตามกิจกรรมเหล่านั้น สำหรับคนไทยสิ่งที่คนไทยอยากทำทันทีก็คือ -ไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวถึงบ้าน / ใช้บริการขนส่งสาธารณะ / ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร / ไปยิม หรือ สถานออกกำลังกาย

ในเรื่องของพฤติกรรมใช้จ่ายภายหลังการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 พบว่าผู้คนจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ จำนวนเงินที่ใช้ และไม่ใช้จ่ายกับของชิ้นใหญ่ๆ หรือแม้แต่การลองใช้สินค้าใหม่ๆและอัพเกรด

นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยหันมากักตุนอาหารและของใช้ส่วนตัวเพิ่มขึ้นช่วงการแพร่ระบาดระลอกที่ 3

ชะลอจับจ่ายซื้อของชิ้นใหญ่-หาซื้ออาหารทำกินเอง 

จากสถิติผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคอาเซียนต่อกิจกรรมด้านการจับจ่ายใช้สอยโดยมีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อระบุถึงสัดส่วนทางพฤติกรรมในแต่ละข้อที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับช่วงการแพร่ระบาดระลอก 2 โดยพบผลดังนี้

ในภาพรวมพบว่าผู้คนอาเซียนกว่า 67% ยังไม่มั่นใจที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ อย่างบ้านหรือรถ โดยผู้คนเลือกจ่ายสิ่งที่จำเป็นกว่าก่อน ส่วนการใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะถูกระงับไว้ก่อน โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการที่จะซื้อและใช้นั้น ถูกสำรวจผ่านชุดคำถามว่า “คุณจะใช้มากขึ้นเท่าเดิม หรือ น้อยลง เมื่อเทียบกับการใช้จ่ายช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด 19และหลังการยกเลิกมาตรการจำกัดต่าง ๆ” 

พบว่าผู้คนในอาเซียนเลือกใช้จ่ายกับ การทำอาหารในบ้าน 42% / ซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด 36% / ซื้อของใช้ส่วนบุคคล 27% / การท่องเที่ยว 20% / เสื้อผ้า 15% / ภัตตาคาร-ร้านอาหาร 12% / งานประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม 11% เรียงตามลำดับ

ผู้คนฝังตัวในโลกดิจิทัล-สตรีมมิง

ขณะที่ดิจิทัลมาแรง เดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสด และสตรีมมิ่ง สวนทางกิจกรรมอื่น ส่วนกิจกรรมด้านดิจิทัลกลับมีความต้องการสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ การใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสด และสตรีมมิ่ง โดยโควิดทำให้นิสัยคนเปลี่ยนไป กลายเป็นว่ากิจกรรมบางอย่างมีการทำมากขึ้นกว่าช่วงปกติก่อนเกิดโรคระบาดอย่างเด่นชัด ได้แก่ การใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย ซื้อของออนไลน์ใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสดเมื่อไปซื้อของในห้าง รับชมสตรีมมิ่ง และคอนเท้นท์ เช่น Netflix ฯลฯ เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น

ในทางตรงกันข้ามกิจกรรมบางอย่างถูกทำน้อยลงไปจนถึงไม่ทำเลยได้แก่ สูบบุหรี่ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น ๆ และดื่มแอลกอฮอล์ โดยสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านอุปนิสัยส่วนตัวหลังจากเผชิญวิกฤตโควิดเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดที่ทำให้การทำกิจกรรมด้านต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนไป โดยจำแนกได้ดังนี้

คนอาเซียนส่งเสียงถึงรัฐบาล ‘ดูแลการเงินครัวเรือน’

ขณะที่ประชากรทั้งไทยและในภูมิภาค ส่งเสียงไปยังรัฐบาลอยากเห็นมาตรการความปลอดภัยจากโควิด โดยความต้องการการสนับสนุนด้านการเงินให้ครัวเรือนมีอัตราความต้องการสูงขึ้นอยู่อย่างปลอดภัยจากโควิด 19 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความคิดเห็นของประชากรในภูมิภาคนี้และคนไทย 

โดยเมื่อเปรียบเทียบความเห็นของคนทั้งอาเซียนในการระบาดระลอก 2 และ 3 พบผลลัพธ์ดังนี้ การคุ้มครองอาชีพการงานจาก 21% ลดลงสู่ 18% ควบคุมราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 14% สู่ 15% ปกป้องผู้คนจากภัยจากโควิด 19 เพิ่มขึ้นจาก 48% สู่ 50% และออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก16% สู่ 18% 

ส่วนความคิดเห็นของคนไทย พบว่ามีอัตราการเรียกร้องสูงขึ้นใน 2 ประการที่สูงขึ้นจาก เวฟ2 ได้แก่ อยากให้รัฐปกป้องทุกคนจากภัยจากโควิด จาก เวฟ2 ในอัตรา 31% เป็น 38% ในเวฟ3 และ ต้องการให้รัฐออกมาตรการสนับสนุนด้านการเงินให้ครัวเรือน จาก เวฟ2 ไป เวฟ3 ในอัตรา 30% เป็น 33%

วัคซีน คือ ความหวัง-ความมั่นใจ

ขณะเดียวกันเรื่อง “วัคซีน” ก็ยังเป็นความหวังที่ผู้คนต่างรอคอย โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งอาเซียนในอัตรา 41% ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะรับวัคซีนทันทีเมื่อมีโอกาส 38% ตั้งใจที่รับ มีเพียง 14% ที่อาจจะไม่รับ และอีก 7% ที่ปฏิเสธการรับวัคซีน 

ทว่าเมื่อมองที่ประเทศไทยกับพบสัดส่วนความตั้งใจรับวัคซีนในทันที ที่อัตรา 35% ตั้งใจรับ 43% อาจจะไม่รับ 15% และปฏิเสธการรับวัคซีนที่อัตรา 7%เมื่อนำผลที่เกิดขึ้นมาพิจารณาร่วมกับการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในผลข้างเคียงของวัคซีน ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียในประเทศไทยสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นที่ผู้คนชาวไทยมีต่อประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีให้เลือกส่งผลให้ความตั้งใจในการรับวัคซีนลดลงกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังมองว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี รวมถึงผู้ที่ทำงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานทำความสะอาด เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก ดังนั้นการปล่อยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพออกมาให้ทันเวลามีจำนวนเพียงพอ และการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้แผนการฉีดวัคซีนเพื่อ ปกป้องคนไทยจากไวรัสร้ายประสบผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจในท้ายที่สุด