ปรับกลยุทธ์แก้หนี้เอสเอ็มอีเชิงรุก จ่อยืดพักชำระนานถึงกลางปีหน้า

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น.
ปรับกลยุทธ์แก้หนี้เอสเอ็มอีเชิงรุก จ่อยืดพักชำระนานถึงกลางปีหน้า
กกร.แนะเอสเอ็มอี สายตรงเจ้าหนี้ เจรจาเงื่อนไข หลังสิ้นสุดมาตรการ 22 ต.ค.นี้ เปิดทางยืดพักชำระหนี้เป็นรายกรณี อีก 6 เดือน นับจากสิ้นปี’63

นายกลินท์  สารสิน   ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  เปิดเผยถึง  โครงการพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการว่า  จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไรวัสโคโรนา (COVID-19) กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน  มีเป้าหมายเพื่อให้ธุรกิจ เอสเอ็มอี สามารถปรับตัวจากผลกระทบและก้าวผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ไปได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 ต.ค. 2563

ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้รับจากธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรการพักชำระหนี้นี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1.05 ล้านบัญชี เป็นยอดหนี้ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการได้เตรียมพร้อมและปรับตัว เป็นการให้เวลากับธุรกิจของลูกหนี้ ธนาคารเจ้าหนี้ได้มีเวลาในการศึกษาผลกระทบของลูกหนี้แต่ละรายและกำหนดแผนการชำระหนี้ให้เหมาะสอดคล้องกับแผนธุรกิจ กระแสเงินสดภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจที่จะสามารถข้ามผ่านผลกระทบดังกล่าวไปได้จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ลูกหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการ ซึ่งธนาคารประเทศไทย ประมาณว่ามีถึงร้อยละ 60 กว่า ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

2. กลุ่มที่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งหลังหมดโครงการธนาคารแห่งประเทศไทย จะให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งธนาคารประเทศไทย ประมาณว่ามี ร้อยละ 20 กว่า ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

3. กลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งหลังหมดโครงการ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้พิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้เป็นรายกรณี ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นับจากสิ้นปี 2563 ซึ่งธนาคารประเทศไทย ประมาณว่ามี ร้อยละ 10 ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายในการเข้าร่วมโครงการ

4. กลุ่มที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่ามีประมาณร้อยละ 6 ของยอดหนี้ที่เข้าข่ายที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลข้างต้นประกอบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศให้สถาบันการเงินคงสถานการณ์จัดชั้นลูกหนี้ถึงสิ้นปี 2563 โดยลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการเจรจาปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ เพื่อช่วยไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็น NPL ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงปรับมาตรการจากการขยายการพักชำระหนี้ซึ่งสิ้นสุดลงในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 นี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกและตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละราย เพื่อให้ทราบว่ามีภาคธุรกิจไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกันเปิดช่องทางให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาในการติดต่อสถาบันการเงินหรือยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันกับสถาบันการเงินได้ สามารถแจ้งความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหนี้ ไปยังสถาบันการเงินผ่านเว็บไซด์ “ทางด่วนแก้หนี้” ตลอด 24 ชม หรือที่ศูนย์ประสานงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หมายเลขโทรศัพท์ 023451000) หรือ ศูนย์ประสานงานของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (หมายเลขโทรศัพท์ 020186888 ต่อ 3520,3540) ตามที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิกอยู่ เพื่อประสานงานกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารเจ้าหนี้ต่อไป