คนไทยหนีไวรัสโควิด-19 ลดจับจ่ายฉุดกำลังซื้อ กดเงินเฟ้อเดือนก.พ. ต่ำกว่าคาด
พาณิชย์ หวั่นเงินเฟ้อปีนี้อาจโตไม่ถึง 0.8% จับสัญญาณการใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว ภาคธุรกิจรายได้ลดลง จากผลกระทบไวรัสโควิด-19
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนก.พ. 2563 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 0.74% ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า ที่ขยายตัว 1.05% โดยมีปัจจัยสำคัญจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะอาหารสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องประกอบอาหาร ที่เป็นผลจาก สถานการณ์ภัยแล้ง ในขณะที่กลุ่มพลังงานกลับมาหดตัวอีกครั้งในรอบ 2 เดือน
การชะลอตัวของเงินเฟ้อในเดือนนี้ นอกจากจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและการลงทุนที่ชะลอตัวแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบทางตรงต่อพฤติกรรมและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน
ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมทำให้รายได้ของภาคธุรกิจ ทั้งการท่องเที่ยว การขนส่ง การค้าปลีกและการค้าส่ง การผลิตและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เงินเฟ้อในเดือนนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ แนวโน้มปี 2563
สำหรับภาพรวมอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 ยังมีปัจจัยบวกจากราคาสินค้าเกษตรที่ได้รับอิทธิพลจากภัยแล้ง และราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวในช่วงแรกก่อนจะเริ่มผันผวนในทิศทางที่ลดลงในระยะต่อมา ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อรายได้ กำลังซื้อ และความต้องการสินค้าและบริการ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอาจต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ระดับ 0.8%
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่เริ่มทะยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ภัยแล้งยังคงมีอิทธิพลต่อราคาสินค้าเกษตรค่อนข้างมากในปีนี้ น่าจะทำให้เงินเฟ้อในครึ่งหลังของปี มีโอกาสกลับเข้าสู่กรอบคาดการณ์ได้
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2563 อยู่ระหว่างร้อยละ 0.4 – 1.2 (ค่ากลางอยู่ที่ 0.8) ซึ่งอาจมีการทบทวนกรอบการคาดการณ์เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในระยะต่อไป
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ. โดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 43.1 จากระดับ 44.1 ในเดือนก่อนหน้า ลดลงทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 38.9 มาอยู่ที่ระดับ 38.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 47.6 มาอยู่ที่ระดับ 46.4
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 สาเหตุหลักน่าจะมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน รวมทั้ง ยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นวงกว้าง ทั้งในภาคการท่องเที่ยว ภาคการขนส่ง ภาคการค้าและการบริการ ภาคการผลิตและการลงทุนที่เกี่ยวข้อง


