เอดีบี-กัลฟ์ พีดี เซ็นเงินกู้สร้างโรงไฟฟ้ากำลังผลิต180ล้านเหรียญสหรัฐ

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 18:40 น.

เอดีบี-กัลฟ์ พีดี เซ็นเงินกู้สร้างโรงไฟฟ้ากำลังผลิต180ล้านเหรียญสหรัฐ

ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี และ บริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด ลงนามในสัญญาเงินกู้สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจากกังหันก๊าซ กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะระยอง 2 จังหวัดระยอง

บริษัท กัลฟ์ พีดีฯ จัดตั้งโดย Independent Power Development ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (Gulf Energy Development Public Company Limited) และบริษัท มิตซุย แอนด์โค จำกัด (Mitsui & Co., Ltd)

การสนับสนุนของเอดีบีประกอบด้วย เงินกู้มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินกู้เสริมพิเศษ (B loan) มูลค่า 85 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งการจัดสรรเงินทุนจำนวน 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยภาคเอกชนชั้นนำของเอเชีย (Leading Asia’s Private Infrastructure Fund: LEAP) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 และได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency) นอกจากนั้น เอดีบียังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ร่วมกับสถานบันการเงินอื่นๆ ได้แก่ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ( Japan Bank for International Cooperation) และอีก 12 ธนาคารพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้กู้ร่วมแก่โครงการดังกล่าว โดยสามารถระดมทุนได้สูงถึง 764 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินกู้เสริมพิเศษ ได้รับเงินทุนจากธนาคารร่วมมือระหว่างสิงคโปร์-จีน (Singapore’s Oversea-China Banking Corporation) และธนาคารดีแซท ของประเทศเยอรมนี (Germany’s DZ Bank)

ข้อตกลงโครงการ Eastern Economic Corridor Independent Power เป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง นายคริสโตเฟอร์ ธีม รองผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการภาคเอกชนของเอดีบี และนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ฯ ณ กรุงเทพมหานคร

“โครงการนี้จะมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สี่ของโรงไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศไทย และจะเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจากกังหันก๊าซที่มี่ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นการลงทุนที่สำคัญของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจนถึงปี 2571" นายธีม กล่าว “เอดีบีภูมิใจที่ได้มีบทบาทสำคัญในการทำธุรกรรมในครั้งนี้ ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดแหล่งผลิตพลังงานที่น่าเชื่อถือต่ออุตสาหกรรมและครัวเรือน รวมทั้งกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาให้รุดหน้าต่อไป นอกจากนั้น เรายังยินดีที่เป็นผู้นำสถาบันการเงินต่างๆ มาปล่อยกู้ร่วมกันในธุรกรรมนี้ผ่านการให้เงินกู้เสริมพิเศษ และกองทุน LEAP เนื่องจากเงินลงทุนที่ไม่เพียงพอจะเป็นหนึ่งในความท้าทายหลักต่อความสำเร็จของแผนพัฒนา EEC”

โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบภายในปี 2567 ซึ่งจะสามารถส่งกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ใช้อย่างน้อย 16,000 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง และด้วยการใช้เทคโนโลยีพลังงานความร้อนร่วมจากกังหังก๊าซ โครงการนี้จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1 ล้านตันทุกปี เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซของการผลิตไฟฟ้าแบบในปัจจุบัน โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย เนื่องจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแบบเก่า ซึ่งผลิตไฟฟ้ามากกว่า 8,500 เมกะวัตต์กำลังผลิต (เทียบเท่ากับร้อยละ 20 ของกำลังการผลิตพลังงานของประเทศในปัจจุบัน) จะถูกยกเลิกระหว่างปี 2563 และ 2568

บริษัทกัลฟ์ พีดีฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 โดยได้พัฒนา ก่อสร้าง เป็นเจ้าของ และดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังผลิต 2,500 เมกะวัตต์ ส่วนบริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ฯ เป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าชั้นนำและมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย บริษัท มิตซุย แอนด์โคฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2490 เป็นหนึ่งในบริษัทค้าขายรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการพลังงานมากกว่า 74 โครงการทั่วโลก

เอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป ในปี 2561 เอดีบี ได้ให้เงินกู้และเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจำนวน 21.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 68 ประเทศ โดย 49 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ