ไฟเขียวสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนทั่วประเทศ ขีดเส้นไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี' 65

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 12:27 น.

ไฟเขียวสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนทั่วประเทศ ขีดเส้นไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี' 65

กพช. เดินหน้านโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ผุดโรงไฟฟ้าชุมชน จากพืชพลังงาน-โซลาร์ ย้ำรับซื้อไฟเข้าระบบต้องไม่กระทบค่าไฟฟ้า พร้อม เร่งสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มยกระดับดีเซล B10 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ต้นปี'63

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ โดยเห็นชอบนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โรงไฟฟ้าชุมชน) ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าฯ และลดภาระค่าใช้จ่าย

ตลอดจนมีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ และทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ สร้างมูลค่าเพิ่มในการประกอบอาชีพของชุมชน เช่น ห้องเย็น เครื่องจักรแปรรูปการเกษตร เป็นต้น

สำหรับการกำหนดพื้นที่เป้าหมายตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วประเทศ และมีระบบส่ง ระบบจำหน่ายไฟฟ้ารองรับไฟฟ้าที่จะผลิตจากชุมชน โดยแนวทางการจัดตั้ง ขอให้มีองค์ประกอบของการไฟฟ้ารัฐ เอกชนและชุมชน ร่วมจัดตั้ง หากพื้นที่ไม่มีศักยภาพจากพืชพลังงานจะส่งเสริมการผลิตจากแสงอาทิตย์ด้วยขนาดกำลังผลิตที่สอดคล้องความต้องการใช้ในพื้นที่

ทั้งนี้ราคารับซื้อต้องกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด และมีการกำหนดผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า ส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงาน หรือรายได้จากการขายเชื้อเพลิงจากวัสดุทางการเกษตร โดยอาจมีงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

ทั้งนี้ กพช. มอบให้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณารายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนตามกรอบนโยบาย เช่น เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า พื้นที่ที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านระบบส่งและระบบจำหน่าย และแก้ไขหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปิดรับข้อเสนอโรงไฟฟ้าชุมชน โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี 2565 และนำเสนอ กพช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมกพช.เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล(บี100) เพื่อให้การส่งเสริมการใช้บี100 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO)ของประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงช่วยลดมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จึงเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้บี100 โดยเริ่มขยายส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ให้ต่ำกว่า ดีเซลB7 ลิตรละ 2 บาท และลดส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล B7 ลิตรละ 3 บาท โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันยังเห็นชอบการบังคับใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยให้น้ำมัน B7 และ B20 เป็นทางเลือก โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อใช้บริโภค และให้กระทรวงพลังงานบริหารจัดการการใช้ไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ติดตามปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล และประกาศคุณภาพไบโอดีเซลเป็นชนิดเดียวที่สามารถนำมาผลิตน้ำมันดีเซลได้ทุกเกรด ภายในวันที่ 1 มกราคม 2563

อย่างไรก็ตามคาดว่า ในเดือนธันวาคม 2562 จะมีปริมาณการใช้ บี100 ที่ระดับ 6.2 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยดูดซับการใช้ CPO ปริมรณ 167,360 ตันต่อเดือน ซึ่งปริมาณ CPO คงเหลือในปัจจุบันและผลผลิตตามที่คาดการณ์ไว้จะรองรับการผลิตบี100 ได้เพียงพอ โดยมีผู้ผลิตบี100 สำหรับใช้ผสมเพื่อผลิตเป็น B10 จำนวน 9 ราย กำลังการผลิตรวมประมาณ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน

ปัจจุบันมีจำนวนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลประมาณ 10 ล้านคัน เป็นรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์รับรองว่าใช้ดีเซล B10 ได้ประมาณ 5.2 ล้านคัน หรือครึ่งหนึ่งของรถดีเซลทั้งหมด โดยผู้ค้าน้ำมันที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซล B10 มีความพร้อมและสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ

 

ข่าวอื่นๆ