ขนมไหว้พระจันทร์เงินสะพัด 950ล้าน ราคาพุ่งดันมูลค่าโต 2.1 %

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 12:43 น.

ขนมไหว้พระจันทร์เงินสะพัด 950ล้าน ราคาพุ่งดันมูลค่าโต 2.1 %

ตลาดขนมไหว้พระจันทร์ มูลค่าโตตามต้นทุน คนซื้อน้อยชิ้นเหตุราคาแพง แนะผู้ประกอบการปรับเพจเกจ รสชาติ หันเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ใจกล้าซื้อสินค้ามากกว่าคนรุ่นเก่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ ปีนี้ตรงกับวันที่ 13 กันยายน 2562 บรรยากาศของเทศกาลปีนี้ ยังคงเห็นผู้ประกอบการทั้งรายดั้งเดิมและรายใหม่ ส่งผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ออกมานำเสนอเพื่อสร้างความแปลกใหม่ ทั้งด้านไส้ขนมที่บางรายคิดค้นไส้ที่ยังไม่เคยมีการผลิตออกมาก่อนหน้านี้

รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีคุณค่า เพื่อจับตลาดกลุ่มที่ซื้อไปรับประทานหรือซื้อเป็นของฝาก อย่างไรก็ดี สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ผู้ประกอบการขนมไหว้พระจันทร์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อราคาขนมไหว้พระจันทร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นพอสมควร และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวทางด้านราคาสูง

ทั้งนี้ได้สำรวจพฤติกรรมการซื้อขนมไหว้พระจันทร์ของคนไทยในปี 2562 พบว่าสัดส่วนคนซื้อขนมไหว้พระจันทร์เพิ่ม แม้ซื้อเฉลี่ยน้อยชิ้นลง แต่ผลจากราคาต่อชิ้นที่ปรับขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดยังเติบโตราว 2.1 % จากปีก่อน โดยคนส่วนใหญ่ยังคงให้ความสนใจซื้อขนมไหว้พระจันทร์ มีสัดส่วนการซื้อปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 61.4% จาก 59.6% ในปี 2561 โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อไปรับประทาน มีสัดส่วนอยู่ที่ 47.1% (ซึ่งกลุ่มนี้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 20-39 ปี) รองลงมาคือกลุ่มที่ซื้อไปไหว้มีสัดส่วน 26.6% ซื้อไปฝากญาติมิตร 22.3% และซื้อให้กลุ่มลูกค้าองค์กร 4.0%

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์ในจำนวนที่ลดลง โดยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 7.2 ชิ้นในปีนี้ จาก 7.5 ชิ้นในปี 2561 ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยใกล้เคียงกับปีก่อนโดยอยู่ที่ 992 บาทต่อคนเทียบกับ 997 บาทต่อคนในปีก่อน ซึ่งในกลุ่มที่ซื้อขนมไหว้พระจันทร์ลดลง ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะราคาที่แพงขึ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29.5% สอดคล้องกับที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เก็บรวบรวมข้อมูลพบว่า ขนมไหว้พระจันทร์ในตลาดมีราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3-5% นอกจากนี้ การซื้อน้อยชิ้นลง ผู้ตอบแบบสอบถามยังให้เหตุผลว่า เป็นผลมาจากการที่มีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น 27.9% และการมีรายได้ที่ลดลง 8.2%

จากผลการสำรวจประกอบกับสภาพบรรยากาศในช่วงเทศกาลโดยรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่า มูลค่าตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ตามราคาวัตถุดิบที่เป็นรสชาติดั้งเดิมที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน รวมถึงการออกรสชาติขนมไหว้พระจันทร์ใหม่ ที่มักตั้งราคาสูงกว่ารสชาติดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เน้นคุณค่าด้วย

นอกจากนี้เทรนด์การให้ความใส่ใจต่อสุขภาพ ยังครอบคลุมมาถึงกลุ่มผู้ซื้อขนมไหว้พระจันทร์ด้วย ในปี 2562 นี้ ผู้ประกอบการขนมไหว้พระจันทร์บางรายได้มีการออกผลิตภัณฑ์ขนมไหว้พระจันทร์ที่ตอบโจทย์สุขภาพ อาทิ ธัญพืช มันม่วง เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญและระมัดระวังการรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในปริมาณที่จำกัดเพียงประมาณ 1-2 ชิ้น (จากขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นใหญ่ที่สามารถแบ่งออกเป็น 7-8 ชิ้น) ซึ่งจากผลสำรวจก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่มคนรุ่นเก่า ส่วนใหญ่ยังคงติดใจในรสชาติและไส้ของขนมไหว้พระจันทร์แบบดั้งเดิมที่คุ้นลิ้นและได้รับความนิยม ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ยอดนิยม 3 ลำดับแรก ยังคงเป็นไส้ทุเรียนไข่เค็ม ด้วยสัดส่วน 25.9% เม็ดบัว 14.1% และโหงวยิ้ง 9.1% ซึ่งในระยะข้างหน้า หากผู้ประกอบการสามารถพัฒนาไส้ของขนมไหว้พระจันทร์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ความชอบของคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ก็น่าที่จะได้รับความนิยมติดอันดับไส้ที่จำหน่ายได้สูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2562 นี้ตลาดยังคงตอบรับขนมไหว้พระจันทร์ใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากเป็นขนมที่หาทานได้ไม่บ่อย แม้ว่าผู้ผลิตบางรายจะมีการผลิตออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี แต่ความหลากหลายของไส้อาจไม่เทียบเท่ากับช่วงเทศกาลที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากผลิตไส้ที่แตกต่างกันออกมานำเสนอ ขณะที่ความสะดวกในการซื้อก็มีมากกว่าช่วงปกติ จากร้านค้าปลีกที่ร่วมกิจกรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยจากแรงกดดันด้านราคาสินค้าที่ขยับขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่อาจไม่เอื้ออำนวยนัก ทำให้ปริมาณจำหน่ายในภาพรวมอาจลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

เมื่อมองไปข้างหน้า ตลาดขนมไหว้พระจันทร์น่าจะถูกพัฒนาไปสู่การเป็นตัวเชื่อมไปยังกลุ่มที่ไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีน รวมถึงเชื่อมไปถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ช่วงอายุระหว่าง 20-39 ปี หรือกลุ่ม Gen Y และกลุ่ม Gen Z ที่รวมเรียกว่ากลุ่ม Millennials

ทั้งนี้ ปัจจุบันประชากรกลุ่ม Millennials ในประเทศไทยมีจำนวนรวมกันถึง 19.13 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 28.8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดังนั้น ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่จึงควรให้ความสำคัญกับลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้ ด้วยการพัฒนารสชาติและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตรงใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่กล้าใช้จ่ายเพื่อความคุ้มค่าของสินค้าและบริการ รวมทั้งการยึดติดกับตราสินค้าไม่สูงเท่าคนรุ่นก่อน ทำให้สินค้าขนมไหว้พระจันทร์รายใหม่ๆ สามารถแทรกเข้ามาในตลาดนี้ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวอื่นๆ