ดันอุตฯ 'กุ้งไทย' มาตรฐาน-ปลอดภัยไม่แพ้ชาติใดในโลก

วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 15:07 น.
ดันอุตฯ 'กุ้งไทย' มาตรฐาน-ปลอดภัยไม่แพ้ชาติใดในโลก
กรมประมง เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแลกำหนดเป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม รับเทรนด์เกษตรยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกต่อมั่นใจ 'กุ้งทะเลไทย' ยังเป็นที่ต้องการสูง

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า 'กุ้งทะเล' เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญและสร้างมูลค่าจากการส่งออกและนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย แต่จากสภาพปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญมาทั้งข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม วิกฤตด้านโรคระบาด ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

อย่างไรก็ตาม กรมประมงยังเชื่อมั่นว่า 'กุ้งไทย' ยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก และเพื่อให้มั่นใจว่ากิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจะมุ่งไปสู่ 'ความยั่งยืน' ภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงได้กำหนดให้เป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในการกำกับดูแลให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคุณภาพ ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ อันตรายต่อผู้บริโภค หรือ ต่อกิจการของบุคคลอื่น โดยเริ่มจาก

กระบวนการกำหนดพื้นที่เลี้ยง : คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด จะกำหนดเขตพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการประกอบกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือกิจการของผู้อื่น โดยผู้ประกอบการจะต้องขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลกับกรมประมง และจะต้องมีเอกสารสิทธิในที่ดินอย่างถูกต้องจึงจะสามารถขึ้นทะเบียนได้ โดยที่ตั้งของฟาร์มจะต้องไม่อยู่ในเขตป่าชายเลนหรือพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของไทย

กระบวนการควบคุมการเพาะเลี้ยง : กรมประมงได้นำหลักการปฏิบัติมาตรฐานทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP และ มกษ. 7422-2561 สำหรับฟาร์มเพาะและอนุบาลลูกกุ้งทะเล ซึ่งเป็นมาตรฐานแห่งชาติมาใช้เพื่อรับรองมาตรฐานฟาร์มให้กับผู้ประกอบการ โดยมาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมทุกขั้นตอนในการปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับฟาร์มผลิตลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยง การเก็บเกี่ยวผลผลิต จนถึงขั้นตอนการแปรรูป เพื่อให้ได้ผลผลิตและผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลที่มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

และกรมประมงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งโดยใช้รูปแบบน้ำหมุนเวียนในระบบปิด เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำจากธรรมชาติรวมถึงการปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากบ่อเลี้ยงจะถูกบำบัดโดยใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ ก่อนหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่

พร้อมทั้งได้สนับสนุนการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เกิดขึ้น รวมถึงใช้เป็นโพรไบโอติกในการควบคุมเชื้อแบคทีเรียก่อโรค เพื่อลดความจำเป็นในการใช้ยาและสารเคมี

กระบวนการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำและการใช้สารเคมีในการเพาะเลี้ยง : จากสภาพปัญหาเรื่อง 'โรคสัตว์น้ำ' กรมประมงได้ดำเนินการกิจกรรมตรวจรับรองสถานะปลอดโรคในลูกกุ้งทะเล แบบ Lot by Lot ในทุก Lot การผลิต เพื่อให้เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงได้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีและปลอดโรค และมีมาตรการที่เข้มงวดในการสุ่มตรวจปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีแผนการตรวจยาและสารเคมีทั้งในฟาร์มและร้านค้าปัจจัยการผลิต รวมทั้งมีการเฝ้าระวังและติดตามการใช้ยาและสารเคมีในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ

และกระบวนการท้ายสุดคือการใช้แรงงานในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล : กรมประมงร่วมกับทุกภาคส่วนในการที่จะส่งเสริมการปฏิบัติตามแนวทางการใช้แรงงานที่ดี (GLP) นั่นคือ การปฏิบัติตามกฎหมายด้านแรงงานอย่างถูกต้อง ไม่ใช้แรงงานเด็ก แรงงานทาส และแรงงานบังคับ

จากกระบวนการที่กล่าวมาจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า 'การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทย' เป็นการเพาะเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากยาและสารเคมีตกค้าง และกุ้งทะเลที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต และจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ 'กุ้งไทย' ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมกุ้งทะเลของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสัมพันธ์กันตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งมีผู้เกี่ยวข้องมากมายตั้งแต่ระดับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก (From Farm to Table) ความร่วมมือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกันของทุกภาคส่วน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยมุ่งไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต อันส่งผลถึงความยั่งยืนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดสายการผลิต