รัฐบาลลุงตู่2 ไม่ช่วยอะไร! อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาโค้งสุดท้าย 5 เดือนในปีนี้นิ่ง แต่ปีหน้าจะยิ่งกว่านี้

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รัฐบาลลุงตู่2 ไม่ช่วยอะไร! อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาโค้งสุดท้าย 5 เดือนในปีนี้นิ่ง แต่ปีหน้าจะยิ่งกว่านี้

MI เผยสถานการณ์อุตสาหกรรมสื่อครึ่งแรกปี62 รวมมูลค่าทุกประเภทแตะ 5.1 หมื่นล้านบาท ติดลบ 2% เทียบปีก่อน ส่วนปีหน้าไร้ปัจจัยบวกเสริม แต่ลุ้นโฆษณาสื่อดิจิทัล มูลค่าเฉียด 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อิเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด หรือ IS เปิดเผยว่าหลังจากรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐนนตรี และคณะรัฐมนตรี หรือ "ครม.ตู่ 2" พร้อมแถลงนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมานั้น

โดยสรุปของเนื้อหานโยบาย แม้จะกล่าวครอบคลุมการแก้ปัญหา มีการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทย แต่ความท้าทายของรัฐบาล และ ครม.ชุดดังกล่าวยังอยู่ที่การลงมือปฏิบัติโดยไว ทันต่อสถานการณ์และเห็นผล ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทั้งกระทรวงและหน่วยงานในสังกัดต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างสอดคล้อง ส่งเสริม แต่ในความเป็นจริงพบว่า ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนั้นผสมจากหลายพรรคการเมือง เน้นทำงานตอบสนองนโยบายพรรคที่ตนเองสังกัด

ดังนั้นในช่วง5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยอาจยังต้องเฝ้าระวังทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ด้วยรัฐบาล "ครม.ตู่2" ยังไม่สามารถเรียกความมั่นใจจากตลาดได้ในระยะสั้น และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจใช้เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อประเภทต่างๆจากเจ้าของหรือแบรนด์าสินค้าต่างๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมสื่อและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อ คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนของเทคโนโลยี และ ดิจิทัล (Technology and Digital Disruption) ส่งผลให้นักการตลาด นักสื่อสารการตลาดสินค้า/แบรนด์ ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงทางแลนด์สเคปของสื่อและธุรกิจโฆษณาที่เปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบดังกล่าวขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ที่ผ่านมา จากการสำรวจของ นีลเส็น (Nielsen)บริษัทผู้วิจัยสื่อการตลาดผู้บริโภค ระบุการใช้จ่ายโฆษณาผ่านสื่อรวมทุกแพล็ตฟอร์ม (อินเทอร์เน็ต เอาท์ ออฟโฮม มีเดีย ภาพยนต์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ และ ทีวี) พบว่ามีมูลค่ารวม(เดือนกรกฎาคม) อยู่ที่ 51,530 ล้านบาท เติบโตลดลงจากปีก่อน 2% หรือเม็ดเงินหายไปประมาณ 1,049 ล้านบาท

แบ่งเป็น ทีวี มูลค่า 26,664 ล้านบาท วิทยุ 2,199 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร อยู่ที่ประมาณ 505 ล้านบาท เอาท์ ออฟ โฮม มีเดีย 6,823 ล้านบาท และอินเทอร์เน็ต อยู่ที่ 11,487 ล้านบาท จากในช่วงเดียวกันปี2561 มีการใช้จ่ายโฆษณาผ่านสื่อรวมทุกชแพล็ตฟอร์มอยู่ที่ 52,579 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบทางเทคโนโลยีและดิจิทัล ที่เกิดขึ้นยังมีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไปจากอดีต จากแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อี-คอมเมิร์ซ ของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ต่างๆ และ อี-มาร์เก็ตเพลส ต่างๆ ทำให้นักการตลาดเจ้าของสินค้าแบรนด์ หันไปให้ความสำคัญในการสื่อสารการตลาดผ่านแพล็ตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

ทั้งนี้จากตัวเลขของ DAATและ จากการคาดการณ์ของ MI ภายใน2 ปีนับจากนี้ หรือในปี 2563 สัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาผ่านแพล็ตฟอร์มดิจิทัลจะสูงถึงเกือบ 25,000 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนราว 30% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมดมีมูลค่ารวมกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากมูลค่าหลักแสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา จากปัจจัยการถดถอยของสื่อแมส เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น

นอกจากนี MI มองว่าอุตสาหกรรมโฆษณาในปี 2563 ที่เข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น ด้วยไม่มีปัจัยบวกใดๆเข้ามาเสริม จากสาเหตุ 1.ไม่มีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้ามาอัดฉีดในระบบ 2.เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซาผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ และ3. เจ้าของสินค้า/แบรนด์หันไปสื่อสารการทำตลาดผ่านจุดขาย หรือใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น

โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินโฆษณาทีวีในปีหน้า จะปรับลดลงไปอีก มีสัดส่วนไม่ถึง 50% จากภายในสิ้นปีนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ราว 52% จากผลกระทบผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยนักการตลาดหันไปเลือกสื่อ ออนไลน์ แพล็ตฟอร์ มากขึ้น

"จากการอัพเดทข้อมูลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา MI ได้ฟีดแบคจากนักการตลาด ระบุว่าแม้สื่อแพลตฟอร์มดิจิทัล จะเติบโตและได้รับความนิยมอย่างมาก วัดผลได้ มีข้อมูลสถิติครบ แต่ในบางครั้งก็ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในหลายหมวดสินค้า เช่น รถยนต์ มือถือ ประกันภัย หรือ FMCGรวมทั้งสินค้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ดังนั้นการเลือกกลยุทธ์ผสมผสานสื่อออฟไลน์และออนไลน์ ที่คำนึงถึงคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ มักจะได้ผลดีกว่าแพล็ตฟอร์มดิจิทัล อย่างเดียว" นายภวัต กล่าว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ