จับตา38จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำ
"กฤษฎา" หวั่นปัญหาภัยแล้งกระทบน้ำกิน-น้ำใช้ สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
"กฤษฎา" หวั่นปัญหาภัยแล้งกระทบน้ำกิน-น้ำใช้ สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้งว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามและรับมือสถานการณ์แล้ง โดยกำชับให้กรมชลประทานเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรเพื่อช่วยเหลือ ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่เสี่ยง 38 จังหวัด ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยพื้นที่ในเขตชลประทานพบว่ามีการปลูกข้าวเกินแผนประมาณ 1.18 ล้านไร่ ใน 32 จังหวัด และพื้นที่นอกแผนเกิน 7 จังหวัด ประมาณ 1.3 แสนไร่
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สรุปว่าพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ในพื้นที่นอกเขตชลประทานรวมประมาณ 38 จังหวัด โดยแบ่งเป็นพื้นที่ปัญหารุนแรง 4 จังหวัด คือ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม ศรีษะเกษ และร้อยเอ็ด ขณะพื้นที่ที่คาดว่าจะมีปัญหา 7 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ นครสวรรค์ นครราชสีมา เลย ชัยภูมิ กาญจนบุรี และราชบุรี ในขณะที่พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง 17 จังหวัด คือ จ.พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ นครพนม บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้หารือ วิเคราะห์ ติดตามลักษณะอากาศในระยะ 3 เดือนนี้ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าประเทศไทยยังคงมีสภาพเป็นเอลนินโญอ่อนๆ และจะกลับมาสู่สภาพระดับกลางในช่วงกลางปีนี้ คาดว่าปริมาณฝนรวมในเดือน เม.ย.จะมีฝนมากกว่าเดือน มี.ค.แต่ยังมีพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และซีกภาคตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ในเดือน พ.ค.คาดว่าไทยจะมีปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ แต่อาจยังมีฝนน้อยในภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน
นอกจากนี้ ที่ประชุม สทนช.ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและการจัดสรรน้ำ โดยกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นอ่างที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุอ่าง
ขณะเดียวกันได้ให้ กฟผ.เตรียม ดึงน้ำจาก Dead Storage ของเขื่อน อุบลรัตน์ที่มาใช้ตามแผนที่กำหนดไว้เดิม 88 ล้านลูกบาศก์เมตร อันเป็นปริมาณน้ำเท่ากับปี 2559 เพื่อช่วยเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งจะไม่กระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในต้นฤดูฝน และให้ สทนช.ได้วางแผนปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำเพื่อรักษาสมดุล


