แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง

วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.
แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง
โดย...วีเอ็มแวร์

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือเอไอ) แมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning หรือเอ็มแอลและ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือไอโอที) กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก บริษัททั้งหลายเริ่มตระหนักว่าเทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมแล้วสำหรับนำมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านไอโอทีทั่วโลกจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 โดยเพิ่มมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ผลการสำรวจของเอเชีย ไอโอที บิซิเนส แพลตฟอร์ม (AIBP) ระบุว่า ในปี 2561 มี 92% ขององค์กรไทยมีแผนงานด้านไอโอที โดย 35% อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล 29% มีข้อมูลพร้อมดำเนินการ และ 28% ได้ดำเนินการไปแล้ว

ความตื่นตัวเรื่องไอโอทีในไทยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลจากนโยบายภาครัฐ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ รัฐเพิ่งจัดสรรงบประมาณกว่า 3,900 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA เพื่อดำเนินงานเรื่องนี้ในระยะเวลา 5 ปี

บรูซ เดวีย์ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านแมชีนเลิร์นนิ่งก้าวหน้าไปมาก อาทิ สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ในงานด้านการจดจำภาพตัวอย่างเช่น การแยกแยะภาพต่างๆ ของลูกสุนัขและมัฟฟินออกจากกัน ในปี 2553 อัตราการผิดพลาดยังอยู่ที่ 30% แต่ในปี 2559 หลังจากผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลจำนวนมาก อัตราการผิดพลาดลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น

ขณะที่องค์กรสามารถนำแนวคิดด้านแมชีนเลิร์นนิ่งไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย อาทิ การรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากระบบตรวจจับสามารถเรียนรู้และอัพเดทคุณลักษณะที่เป็นภัยคุกคามด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการประมวลจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก แมชีนเลิร์นนิ่งจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคลาวด์

ในยุคนี้ข้อมูลมักกระจัดกระจายมากขึ้น โดยย้ายจากศูนย์ข้อมูลขององค์กรไปสู่คลาวด์และจากคลาวด์ไปสู่ชายขอบ (Edge) แอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในกำแพงของศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ทุกวันนี้หลายบริษัทใช้ศูนย์ข้อมูลควบคู่ไปกับคลาวด์ และย้ายแอพพลิเคชั่นบางตัวไปไว้บนเครือข่ายชายชอบ เพื่อประมวลผลข้อมูลในจุดที่ใกล้กับการใช้งาน

สำหรับเทคโนโลยีไอโอทีก็จำเป็นต้องอาศัยคลาวด์ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากบริเวณชายขอบเช่นกัน เมื่อสภาวะแวดล้อมด้านไอทีขององค์กรเป็นไปในรูปแบบผสมผสาน อีกทั้งยังทวีความซับซ้อนมากขึ้น

ในสภาวะใหม่ดังกล่าวมาส่งผลให้ทีมไอทีต้องเผชิญกับงานที่ท้าทายว่าจะกำหนดนโยบายต่างๆ ตลอดจนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร

สภาวะที่มีการกระจายตัวเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายคลาวด์เสมือน (Virtual Cloud Network) ที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจากที่ใดก็ตาม สถาปัตยกรรมใหม่ที่มีความปลอดภัยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่กระจายอยู่ในศูนย์ข้อมูลคลาวด์และชายขอบได้โดยง่าย

อย่างไรก็ดี การจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอโอทีและแมชีนเลิร์นนิ่งอย่างเต็มที่ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้เครือข่ายคลาวด์เสมือนที่ช่วยผลักดันให้ตนรุดไปข้างหน้า ไม่ใช่ถูกฉุดรั้งและทิ้งไว้ข้างหลัง