ตั๋วร่วมรถเมล์อืด!ส่อเริ่มใช้ไม่ทันตามเป้าต.ค.นี้ หลังติดปัญหาหลายด้าน

วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 21:26 น.
ตั๋วร่วมรถเมล์อืด!ส่อเริ่มใช้ไม่ทันตามเป้าต.ค.นี้ หลังติดปัญหาหลายด้าน
ตั๋วร่วมรถเมล์ยังติดปัญหาหลายด้าน หลังระบบ E-Ticket ไม่รองรับ คาดต้องสั่งรื้อทั้งหมด นัดถกหาทางออกภายในเดือนนี้

แหล่งข่าวจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)เปิดเผยว่าความคืบหน้าการเชื่อมต่อระบบการขนส่งด้วยบัตรใบเดียวหรือตั๋วร่วมในงานบริการรถเมล์สาธารณะตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมในวันที่ 1 ต.ค.นั้นปัจจุบันยังติดปัญหาหลายด้านจึงไม่แน่ใจว่าจะทันตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมหรือไม่โดยเฉพาะ โครงการเครื่องอ่านบัตรค่าโดยสารรถประจำทางสาธารณะ (E-Ticket)และเครื่องหยอดเหรียญเก็บค่าโดยสาร (Cash box) ติดตั้งบนรถโดยสาร2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเอกชนคู่สัญญาอย่าง บริษัท ช.ทวี จำกัด(มหาชน) หรือ CHO ยังไม่สามารถส่งมอบ E-Ticket ได้ตามแผน ซึ่งปัจจุบันส่งมอบได้เพียง100 คัน โดยจะส่งมอบล็อตที่ 2 จำนวน 700 คัน ในวันที่ 27 มิ.ย. จากนั้นจะส่งมอบล็อตสุดท้ายอีก 1,800 คัน

แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถรับมอบได้อย่างเป็นทางการเพื่อนำ E-Ticket มาใช้สแกนบัตรแมงมุมหรือตั๋วร่วมได้รวมถึงบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากต้องรอหนังสือตอบกลับจากกรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการยกเลิกสัญญาบางส่วน หลังจากที่ Cash box ใช้การไม่ได้ โดยที่ผ่านมาได้รอหนังสือตอบกลับมาตั้งแต่ต้นปี 2561 แล้ว ดังนั้นแม้จะตรวจรับได้แต่ยังไม่สามารถรับมอบได้อย่างเป็นทางการเพราะต้องรอการบอกเลิกสัญญาเพื่อคิดวงเงินราคากลางแค่ E-Ticket แต่ไม่รวม Cash box

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่านอกจากปัญหาเรื่องของการส่งมอบแล้วยังติดปัญหาด้านเทคนิค โดยเฉพาะเรื่องของระบบซอฟแวร์ E-Ticket ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบตั๋วร่วมของรัฐบาลได้เนื่องจากเป็น ซอฟแวร์รุ่น 2.0 ขณะที่ตั๋วร่วมเป็นซอฟแวร์รุ่น 2.5 ดังนั้นหากจะใช้ร่วมกับตั๋วร่วมต้องให้บริษัทคู่สัญญาเปลี่ยนหัวอ่านใหม่ทั้งหมด2,600 คัน ซึ่งขณะนี้ขสมก.จะยึดตามสัญญาเดิมคือระบบ 2.0 โดยยังไม่มีการเจรจาว่าใครจะเป็นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและบริษัทเอกชนจะยอมลงทุนเพิ่มเพื่อติดตั้งระบบ 2.5 หรือไม่เนื่องจากข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องระดับนโยบายที่กำหนดซอฟแวร์ตั๋วร่วมเป็น 2.5 ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหานานแค่ไหนหรือจะแล้วเสร็จได้ในปีนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามภายในเดือนนี้ ขสมก.จะจัดประชุมร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และฝ่ายเอกชนอย่างช.ทวี เพื่อหาทางออกปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป