เอกชนแห่ซื้อข้าวเสื่อมล็อตสุดท้าย 5.3 แสนตัน มูลค่า 1,802 ล้านบาท

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2561 เวลา 16:02 น.

เอกชนแห่ซื้อข้าวเสื่อมล็อตสุดท้าย 5.3 แสนตัน มูลค่า 1,802 ล้านบาท

“พาณิชย์” ระบายข้าวเกลี้ยงสต๊อกหลังเอกชนแห่ซื้อข้าวเสื่อมล็อตสุดท้าย 5.3 แสนตัน มูลค่า 1,802 ล้านบาท ทำยุคคสช.ขายข้าวแล้ว 16.89 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่การบริโภคของคนและสัตว์ (ข้าวกลุ่ม 3) ครั้งที่ 1/2561 ปริมาณ 5.4 แสนตัน ใน 80 คลัง โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 15 ราย แต่ยื่นซองเสนอราคา 13 ราย ซึ่งผลการเปิดซองพบว่ามีผู้เสนอซื้อราคาสูงสุด 11 ราย ใน 64 คลัง ปริมาณ 5.3 แสนตัน หรือคิดเป็น 97.60% ของข้าวที่นำมาเปิดประมูลทั้งหมด มูลค่า 1,802 ล้านบาท หรือสามารถขายได้ราคาเฉลี่ยตันละ 3,220 บาท เป็นราคาเสนอซื้อที่สูงกว่าการเปิดประมูลครั้งก่อนเฉลี่ยตันละ 3,043 บาท โดยผู้เสนอซื้อมาจากกลุ่มผลิตเอทานอล เชื้อแพลิง ปุ๋ย และกรดมะนาว

“กรมจะนำผลการเสนอราคาสูงสุดของข้าวกลุ่ม 3 เสนอต่อคณะทำงานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานในวันที่ 29 มิ.ย. ก่อนนำเสนอผลต่อประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ต่อไป คาดว่าจะทราบผลสรุปการอนุมัติขายในช่วงต้นเดือนก.ค.นี้” นายอดุลย์ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับการเปิดประมูลข้าวกลุ่ม 2 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่มีผู้เสนอซื้อราคาสูงสุดปริมาณ 1.48 ล้านตัน จากที่นำมาเปิดประมูล 1.49 ล้านตัน ที่จะนำเสนอประธานนบข.อนุมัติขายทั้งข้าวกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 จะทำให้เหลือข้าวทั้ง 2 กลุ่ม เพียงแค่ 2 หมื่นตัน หรือเกือบหมดสต๊อกรัฐบาล ซึ่งการนำข้าวที่เหลืออยู่ออกมาระบายอีกครั้งจะไม่มีผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาด ถือว่าบรรลุเป้าหมายการระบายข้าว ถือเป็นความสำเร็จของนบข.และคณะทำงานชุดก่อนหน้านี้ที่ผลักดันข้าวออกจากสต๊อกเกือบหมด 18 ล้านตัน 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศและดำเนินการระบายข้าวพบว่าสามารถระบายข้าวได้แล้ว 16.89 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท ส่วนการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-13 มิ.ย. 2561 สามารถส่งออกข้าวได้แล้ว 5.19 ล้านตัน เพิ่ม 7.51% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 มูลค่า 2,636 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 28%    

ภาพประกอบข่าว

ข่าวอื่นๆ