‘ใบหยก’ลุยหนัก ผุดร้านอาหาร-โรงแรมเพิ่ม

วันที่ 25 พ.ย. 2559 เวลา 06:28 น.
‘ใบหยก’ลุยหนัก ผุดร้านอาหาร-โรงแรมเพิ่ม
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หลังจากญี่ปุ่นยกเว้นการขอตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้นักท่องเที่ยวไทย ทำให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือคนไทยรู้จักร้านอาหารชื่อดังในญี่ปุ่นมากขึ้น เป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนอยากนำร้านอาหารชื่อดังจากญี่ปุ่นมาปักหมุดเปิดตัวในไทย เช่น เครือใบหยก ที่เน้นขยายร้านอาหารแบรนด์ญี่ปุ่นมากว่า 5 ปีแล้ว ได้รุกลงทุนเพิ่มอีก ล่าสุดได้นำแบรนด์เบเกอรี่ญี่ปุ่น “พาโบล” มาเปิดสาขาในไทย

ปิยะเลิศ ใบหยก รองประธานกรรมการ กลุ่มโรงแรมใบหยกและประธานกลุ่มบริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง ซึ่งดูแลธุรกิจนำเข้าแบรนด์อาหารจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแบรนด์ร้านอาหารที่พีดีเอส โฮลดิ้ง ดูแลอยู่ 6 แบรนด์ รวม 10 สาขา ได้แก่ ร้านพาโบล ชีสทาร์ต นำเข้าจากโอซากา 1 สาขา ที่เพิ่งเปิดในสยามพารากอน ร้านอิคโคฉะราเมน ราเมนหมูแผ่นจากฟุกุโอกะ 1 สาขา ร้านเซไค โนะ ยามะจัง ไก่ทอดจากนาโกย่า 2 สาขา ร้านอุชิดายะ ราเมน จากเมืองโยโกฮามา 2 สาขา ร้านมิโซะคัตสึ ยาบะตง ทงคัตซึสไตล์ญี่ปุ่นจากนาโกยา 2 สาขา และร้านอาหารไทยมิสสยาม 2 สาขา โดยสาขาแรกอยู่ที่โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ สาขาที่ 2 นำออกไปเปิดที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

“พาโบลเป็นแบรนด์แรกที่เน้นเจาะตลาดคนไทยมากกว่าแบรนด์อื่นที่เคยนำเข้ามาและใช้งบลงทุนสูงสุด เพราะเชื่อมั่นว่าคนไทยรู้จักพาโบลอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะทำตลาดยาก แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีและมีคู่แข่งที่นำเข้าร้านเบเกอรี่ประเภทเดียวกันมามาก แต่ก็กล้านำเข้ามาเพราะพาโบลมีบุคลิกชัดเจน ผลิตภัณฑ์หลากหลาย อีกทั้งปกติคนไทยซื้อเบเกอรี่ไม่ได้ซื้อเพียงเจ้าเดียวแต่ซื้อทุกเจ้า” ปิยะเลิศ กล่าว

ทั้งนี้ มีแผนขยายแบรนด์ร้านอาหารให้มีไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ตามแผนที่เคยวางไว้ ในจำนวนนี้ปีหน้านำเข้ามา 1 แบรนด์ เป็นของหวานจากเมืองโอซากา และกำลังเจรจาแบรนด์ร้านเนื้อย่างชื่อดังอีกแบรนด์คาดว่าจะนำเข้ามาได้ปี 2561 ส่วนการขยายสาขาร้านเดิมที่มี ปีหน้าจะขยายพาโบล 2 สาขา อุชิดายะ ราเมน 1 สาขา และออกไปขยายมิสสยามในเมืองโอซากา 1 สาขา วางงบลงทุนนำเข้าแบรนด์ใหม่และขยายสาขาร้านเดิมไว้ 100 ล้านบาท/ปี ตั้งเป้าหมายรายได้จากธุรกิจร้านอาหารปีนี้ 120 ล้านบาท ไม่นับรวมพาโบลและปีหน้ารายได้รวมหลังมีพาโบลแล้วน่าจะอยู่ที่ 300 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจโรงแรมเตรียมเปิดโรงแรมใหม่อีก 2 แห่ง ในปี 2560 ได้แก่ โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ ย่านยมราช 200 ห้อง เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวครึ่ง คาดว่าเปิดภายในไตรมาส 2 และโรงแรมจัสติก รัชดาฯ 80 ห้องอยู่ใกล้ศาลอาญา เป็นโรงแรมราคาประหยัดเจาะกลุ่มข้าราชการที่จะมาศาล คาดว่าเปิดได้ช่วงไตรมาส 4 โดยใช้เงินลงทุนกับโรงแรมไปเฉลี่ยห้องละกว่า 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ โรงแรมของกลุ่มใบหยกที่เปิดไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ ใบหยก สวีท โฮเต็ล (กรุงเทพฯ) ใบหยก สกาย โฮเต็ล (กรุงเทพฯ) ใบหยก บูติก โฮเต็ล (กรุงเทพฯ) ใบหยก เจ้า โฮเต็ล (เชียงใหม่) ใบหยก ซีโคสต์ โฮเต็ล (สมุย) หัวช้าง เฮอริเทจ โฮเต็ล (กรุงเทพฯ) ใบหยก ชาเล่ต์ โฮเต็ล (แม่ฮ่องสอน) สันติสุข บีช รีสอร์ท (ชะอำ) และบี แกลอรี่ แฟชั่น มอลล์ (กรุงเทพฯ)

ปิยะเลิศ กล่าวต่ออีกว่า ยังให้น้ำหนักการลงทุนโรงแรมและร้านอาหารพอๆ กัน โดยเชื่อว่าปีหน้าธุรกิจโรงแรมน่าจะไปได้ดี ส่วนปีนี้นอกจากเศรษฐกิจไม่ดีแล้วยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ทำให้คาดว่าทั้งปีอัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมที่มีอยู่ทั้งปีน่าจะจบที่ 70% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกปีจะอยู่ที่ 80% แต่ปีหน้าน่าจะกลับไปอยู่ที่ 80% ได้ กลุ่มลูกค้าหลักที่มาพักเป็นคนเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย

ด้านร้านอาหารในโรงแรมซึ่งก่อนหน้านี้ มีทัวร์จีนมาใช้บริการมาก หลังการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญยอมรับว่าปริมาณทัวร์จีนที่มาใช้บริการหายไป 50% กลุ่มใบหยกจึงให้น้ำหนักมาทำตลาดผ่านสังคมออนไลน์ และการออกงานท่องเที่ยวดึงคนไทยทดแทน โดยเดิมสัดส่วนคนไทยใช้บริการร้านอาหารอยู่ที่ 30% ต่างชาติ 70% แต่ปีหน้าสัดส่วนคนไทยน่าจะเกิน 50% ได้

นอกจากโรงแรมและร้านอาหารกลุ่มใบหยกยังถือหุ้นอยู่ในสายการบินเอเชีย แอตแลนติก รวมทั้งเตรียมขยายไปลงทุนสำนักงานให้เช่า โดยขณะนี้ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนาไว้แล้ว อยู่ระหว่างจัดทำแบบโครงการและทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) สำหรับภาพรวมรายได้จากทุกธุรกิจในกลุ่มใบหยกปีนี้คาดว่าจะเติบโต 5% ต่ำกว่าที่ผ่านมาที่โตปีละ 10% ส่วนปีหน้ายังตั้งเป้าหมายโต 10% เหมือนเช่นทุกปี แต่หากดูเฉพาะร้านอาหารคงจะโตเกิน 50%

ถือเป็นอีกกลุ่มโรงแรมที่ขยายลงทุนในธุรกิจร้านอาหารอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต