สอท.คาดปีหน้าน้ำมันดิบพุ่ง

วันที่ 24 พ.ย. 2559 เวลา 07:52 น.
สอท.คาดปีหน้าน้ำมันดิบพุ่ง
ส.อ.ท.คาดน้ำมันโลกปี 2560 ราคาขยับเป็น 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหตุความต้องการใช้เพิ่ม

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกในปี 2560 จะอยู่ในระดับ 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 40-42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยคาดว่าความต้องการน้ำมันดิบตลาดโลกในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และจากผลของราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำส่งผลให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้น

"กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออก รายใหญ่ของโลก (โอเปก) มีแนวโน้มที่จะมีมาตรการควบคุมกำลังการผลิตมากขึ้น ประกอบกับกำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกโอเปกที่เริ่มฟื้นตัวก็ยังอยู่ในปริมาณ จำกัด สภาวะล้นตลาดของน้ำมันดิบจึงเริ่มลดน้อยลง และคาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560" นายสุกฤตย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางและราคาน้ำมันตลาดโลกหลังปี 2560 ยังมีทิศทางไม่แน่นอนอีกครั้ง จากพฤติกรรมของประชากรโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น การซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วย ไฟฟ้า ส่วนปริมาณการใช้น้ำมันของคนไทยยังขึ้นกับราคาเป็นหลัก แต่หากประเทศไทยพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0 หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้งหากมีสถานการณ์ความไม่แน่นอนเข้ามากระทบ

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้พลังงานของประเทศ เพราะการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีแนวโน้มลดลง โดยการพัฒนาของพลังงานของไทยที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบทั้งหมด จากนั้นก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นรัฐบาลลงทุน และรัฐและเอกชนร่วมลงทุนร่วมกัน ซึ่งมีหลายกิจการที่เข้าร่วม อาทิ การผลิตปิโตรเลียม การกลั่นน้ำมัน การผลิตไฟฟ้า และการลงทุนระหว่างเอกชนและประชาชน อาทิ กลุ่มไฟฟ้า ถือเป็นแนวทางเข้าสู่พลังงาน 4.0

นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ไทยต้องพัฒนาเศรษฐกิจด้วยสมอง คนไทย อาทิ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และมีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนมากขึ้น