ชงกพช.ไฟเขียว แหล่งก๊าซฯสำรอง

วันที่ 24 พ.ย. 2559 เวลา 05:51 น.
ชงกพช.ไฟเขียว แหล่งก๊าซฯสำรอง
กบง.เตรียมเสนอ กพช. อนุมัติสร้างคลังสำรองแอลเอ็นจีเพิ่ม หลังเปิดประมูลสัมปทาน-โรงไฟฟ้าถ่านหินล่าช้า

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์กรณีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชยังไม่ได้ข้อสรุป และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ล่าช้าออกไป เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหาก๊าซแอลเอ็นจีในระยะยาวให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ ซึ่งจะนำเสนอให้ กพช.พิจารณาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ได้แก่ โครงการแอลเอ็นจี รีซีฟวิ่ง เทอร์มินัล แห่งที่ 2 จ.ระยอง ที่ กพช.เคยมีมติมอบหมายให้ บริษัท ปตท. เป็นผู้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 โดยให้ขยายการรองรับการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ล้านตัน/ปี เป็น 7.5 ล้านตัน/ปี เนื่องจากมีการคาดการณ์จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) ว่า กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดลงกว่าที่เคยประมาณการไว้

สำหรับโครงการที่ 2 คือ การสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (เอฟเอสอาร์ยู) ในประเทศเมียนมา ขนาด 3 ล้านตัน/ปี โดยมอบหมายให้ ปตท. เป็นผู้ศึกษารายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ค. 2560 เพื่อดำเนินการก่อสร้างให้เร็วกว่ากำหนดการเดิม 4 ปี จากเดิมที่กำหนดให้ก่อสร้างในปี 2569 และโครงการที่ 3 เอฟเอสอาร์ยูในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนขนาด 5 ล้านตัน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยให้นำผลการศึกษาเสนอต่อ กพช. เพื่อพิจารณา ซึ่งตามแผนจะต้องสร้างคลังให้เสร็จภายในปี 2566 และนำก๊าซเข้าระบบภายในปี 2567

"สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากต้องมีการวางแผนบริหารจัดการการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพราะการผลิตก๊าซในประเทศเริ่มน้อยลง และในระยะยาวคาดว่าไทยมีความต้องการใช้ก๊าซ 34 ล้านตัน/ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกที่คาดการณ์ 22-23 ล้านตัน/ปี" นายทวารัฐ กล่าว

 

บทความแนะนำ