ราคาหมูหน้าเขียงพุ่งพรวด150บาท/กก.

  • วันที่ 02 พ.ค. 2559 เวลา 10:51 น.

ราคาหมูหน้าเขียงพุ่งพรวด150บาท/กก.

ราคาหมูพุ่งแค่เดือนกว่าๆ ราคาหน้าเขียงเพิ่มขึ้น 20 บาท/กก. เนื้อไหล่-สะโพกแตะ 150 บาท/กก.

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสุกรเป็น (หมู) หน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยขณะนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 บาท/กิโลกรัม (กก.) เมื่อเทียบกับต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่กรมจะยังไม่มีมาตรการพิเศษเข้าไปดูแล เนื่องจากราคาหมูที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาด

“อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้หมูโตช้า เกษตรกรต้องเลี้ยงนานขึ้น และสถานการณ์ภัยแล้งยังมีผลทำให้ปริมาณหมูออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ราคาหมูปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามกรมจะยังไม่มีมาตรการพิเศษใดๆ ดำเนินการ เพราะราคาหมูที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาด แต่จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

รายงานข่าวจากกรมการค้าภายในแจ้งว่า ณ วันที่ 29 เม.ย. ราคาหมูเนื้อแดง (ไหล่และสะโพก) หน้าเขียงอยู่ที่ 150-155 บาท/กก. เพิ่มจากวันที่ 1 เม.ย.ที่ราคาอยู่ที่ 135-140 บาท/กก. และเพิ่มจากวันที่ 30 มี.ค.ที่ราคาอยู่ที่ 130-135 บาท/กก. หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20 บาท/กก. ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์ม พบว่า ณ วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาหมูเป็นทุกพื้นที่ในทุกภาคทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-3 บาท/กก. เมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 14 เม.ย. โดยราคาหมูภาคตะวันตกราคาเพิ่มเป็น 75 บาท/กก. จาก 72 บาท/กก. ภาคตะวันออกเพิ่มเป็น 77 บาท/กก. จาก 74 บาท/กก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มเป็น 75-77 บาท/กก. จากจาก 70-71 บาท/กก. ภาคเหนือเพิ่มเป็น 77 บาท/กก. จาก 75 บาท/กก. และภาคใต้เพิ่มเป็น 75 บาท/กก. จาก 69-71 บาท/กก.

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ยังกล่าวว่า กรมได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าผักและผลไม้ เพื่อแก้ปัญหาคนต่างด้าวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม ซึ่งนำเข้าผักและผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ผ่านเข้าประเทศผ่านด่านเชียงของ จ.เชียงราย และถนน R3A เข้าไทยทาง จ.นครพนม หนองคาย มุกดาหาร ก่อนนำไปขายในตลาดค้าส่งผักผลไม้ เช่น ตลาดไท ตลาดไอยรา ย่านรังสิต ตลาด 4 มุมเมือง และตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี เพราะสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอย่างมาก แม้ว่าจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ก็ตาม

ทั้งนี้ กรมได้ขอความร่วมมือกรมศุลกากรและกรมวิชาการเกษตร ให้ต้องตรวจสอบเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างเข้มงวด และให้องค์การอาหารและยา (อย.) เข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้าง รวมทั้งขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบว่า ธุรกิจเหล่านั้นจดทะเบียนการค้าและจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้องหรือไม่ 

“จากการพูดคุยกับผู้บริหารตลาดไท พบว่า มีชาวต่างชาติกว่า 60% นำเข้าผักและผลไม้มาขายที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม โดยจะใช้วิธีเช่าพื้นที่จอดรถขายสินค้า หรือบางรายจะใช้วิธีการขนผักและผลไม้ด้วยรถคอนเทนเนอร์ห้องเย็นขนาดใหญ่วิ่งตรงมาจากจีนหรือเวียดนาม แล้วมาเปลี่ยนเป็นรถไทย จากนั้นจะมีพ่อค้าคนไทยรับไปขายตามตลาดต่างๆ หากขายไม่หมดจะนำสินค้าเก็บไว้ที่ห้องเย็นในตลาดไท” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ระบุ

ข่าวอื่นๆ