เรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กยุคใหม่ ส่งครูถึงบ้าน

วันที่ 21 ก.ย. 2552 เวลา 17:02 น.
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจบริการต่างแข่งขันกันให้บริการแก่ลูกค้าในรูปแบบ “เดลิเวอรี” หรือการให้บริการส่งตรงถึงบ้าน เพื่อตอบสนองความต้องการ และเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจด้านการศึกษา ตอนนี้ได้ปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจให้เข้าสู่รูปแบบบริการเดลิเวอรีเช่นเดียวกัน ซึ่งการให้บริการอาจจะแตกต่างกับธุรกิจอื่นๆ อยู่บ้าง แต่การให้บริการในรูปแบบนี้ก็เริ่มได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้น

อนงค์นารถ รงควิลิต กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาทักษะภาษา Nanny English เปิดเผยว่า แนวคิดการให้บริการสอนภาษาอังกฤษแบบเดลิเวอรี หมายถึง การให้คุณครูเข้าไปสอนภาษาอังกฤษ และพัฒนาทักษะด้านภาษาแก่ลูกค้าที่บ้าน หรือสถานที่อื่นที่มีความเหมาะสมในการเรียน ลดปัญหาผู้ปกครองต้องนำบุตรหลานไปเรียนภาษาอังกฤษตามศูนย์การเรียนต่างๆ หรือที่ห้างสรรพสินค้า

ต่างจากการสอนแบบเก่าที่จ้างครูมาสอนการบ้านเด็กที่บ้าน อีกทั้งการเรียนการสอนที่บ้าน ผู้ปกครองยังสามารถรับรู้วิธีการสอน และรับรู้ถึงการพัฒนาของบุตรหลานได้ด้วย ถ้าส่งไปเรียนตามศูนย์การเรียนต่างๆ ผู้ปกครองได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้องเรียนเท่านั้น

“แนวคิดการให้บริการสอนภาษาอังกฤษแบบเดลิเวอรีเกิดขึ้นจากความเป็นแม่ต้องการให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษ แต่ไม่อยากพาลูกไปเรียนตามห้างสรรพสินค้า เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย จึงคิดว่าน่าจะมีครูมาสอนภาษาที่บ้าน และด้วยความที่เรามีซอฟต์แวร์ของบริษัทสำนักพิมพ์วัฒนาพานิช ที่เป็นสื่อการสอนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว จึงนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับครูสอนภาษาอังกฤษคนไทย และนำมาสอนภาษาให้กับเด็ก ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี” อนงค์นารถ กล่าว

หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีอยู่ เป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งมีเสียงภาษาอังกฤษโดยเจ้าของภาษาเอง เมื่อนำมารวมกับการสอนของครูคนไทย จะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนครูต่างชาติได้ ซึ่งมองว่าการสอนภาษาอังกฤษกับเด็กจำเป็นต้องใช้ครูคนไทย เพื่อง่ายต่อการสื่อสารกับเด็กให้เข้าใจในรายละเอียด

การคัดสรรคุณครู จะต้องผ่านการฝึกอบรมด้านเทคนิคการสอน ทักษะด้านการถ่ายทอด และเรียนรู้การสอนเด็ก เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะเป็นเพื่อนกับเด็ก แนะนำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในบ้าน และไม่ให้เกิดความเครียดในการเรียน

เพราะการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จคือ การหมั่นฝึกฝนอยู่ตลอดเวลากับสิ่งรอบตัว สถาบันฯ จะจับคู่ระหว่างคุณครูและนักเรียน โดยดูลักษณะบุคลิก และสถานที่เรียนของเด็กกับคุณครูต้องอยู่ใกล้กัน เช่น อยู่ภายในหมู่บ้านเดียวกัน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิด ถ้าเด็กและครูไม่เปิดใจต่อกัน การเรียนการสอนก็ประสบความสำเร็จยาก

อนงค์นารถ กล่าวว่า แผนการเรียนการสอนจะเน้นนำเสนอผ่านการเล่นมากกว่าการเรียน เช่น นำร้องเพลง เล่นเกม ทำกิจกรรม โดยใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารระหว่างกัน และในทุก 10 คาบเรียน จะมีคุณครูจากสถาบันฯ มาประเมินว่าได้เรียนไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ อีกทั้งจะมีรายงานประเมินการเรียนการสอนในแต่ละคาบของคุณครูส่งถึงผู้ปกครองทุกครั้ง เพื่อให้ผู้ปกครองรับรู้พัฒนาการของเด็ก และผู้ปกครองสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านรายงานมายังผู้สอนได้เช่นเดียวกัน

กลุ่มเป้าหมายของสถาบันฯ คือ เด็กอายุตั้งแต่ 5-12 ปี กำหนดสถานที่เรียนที่ไหนก็ได้ที่สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการเรียน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่บ้าน ซึ่งในช่วงแรกจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ปกครองอย่างมาก เกี่ยวกับรูปแบบการสอนในลักษณะนี้ เพราะเป็นรูปแบบใหม่ ต้องสร้างความไว้ใจและความเชื่อถือต่อผู้ปกครองเด็กด้วย เพราะคุณครูต้องเข้ามาสอนบุตรหลานที่บ้าน เป็นการสอนแบบตัวต่อตัว

สถาบันฯ จะให้รหัสประจำตัวคุณครูต่อผู้ปกครอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอนจะต้องมีผู้ปกครองอยู่ที่บ้านด้วย เพราะต้องการให้ผู้ปกครองเห็นกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่ในบ้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองในการรับรู้พัฒนาการของเด็ก

พร้อมกันนี้ สถาบันฯ ได้ทำเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูล และพยายามไปออกบูธ เพื่อให้ข้อมูลและตอบคำถามกับผู้ที่สนใจด้วยตัวเอง ตลอดจนจัดฝึกอบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการฝึกอบรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษภายในบ้าน เพื่อให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจในลักษณะการเรียนการสอน จนเมื่อมีลูกค้ามาใช้บริการแล้วจะเกิดการบอกต่อปากต่อปากของเหล่าผู้ปกครอง ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากกว่าสถาบันฯ เป็นผู้ให้ข้อมูลเอง

อนงค์นารถ กล่าวว่า สถาบันฯ จะทดสอบความรู้ของเด็กก่อนการเรียนการสอนในด้านทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน และด้านเจตคติหรือความชอบในภาษา เพื่อจัดระดับความรู้ ให้ผู้ปกครองทราบว่าจะต้องพัฒนาเด็กไปในทิศทางไหน หรือพัฒนาจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร ส่วนการทดสอบความชอบด้านภาษานั้น วัดเพื่อให้คุณครูรู้จักกับเด็กมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา การทำธุรกิจมีอุปสรรคในเรื่องที่นักเรียนแต่ละคนมีสไตล์การเรียนที่แตกต่างกัน แผนการเรียนจึงต้องปรับให้เข้ากับนักเรียนทุกคนให้ได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายที่ทำให้สถาบันฯ ต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ต้องการเห็นผลของหลักสูตรการเรียนการสอน โดยให้ครูผู้สอนมีคุณภาพ นักเรียนมีความก้าวหน้า สามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้ และเห็นครอบครัวมีความผูกพันกัน เพราะผู้ปกครองกับเด็กจะมีกิจกรรมร่วมกัน ทำกิจกรรมอยู่ในบ้าน เด็กมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าใช้เวลาอยู่ในสถาบันการเรียนต่างๆ

“ภาษาอังกฤษไม่ใช่ฝึกกันได้ในระยะสั้น แต่ต้องใช้เวลาสะสมความรู้ ผู้ปกครองจำเป็นต้องหาโอกาสให้เด็กได้หมั่นฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา โดยฝึกฝนจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ต้องเสียเวลาออกไปเรียนนอกบ้าน” อนงค์นารถ ทิ้งท้าย

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.nannyeng-lish.com หรือ โทร. 02-621-2155, 081-640-6797