เมอร์เซเดส C220 CDI เขย่าบัลลังก์ดีเซลรถหรู : ลองขับ

  • วันที่ 23 ก.ย. 2552 เวลา 15:29 น.

โดย นิธิ ท้วมประถม

ใครว่ารถยนต์หรู ไม่รู้จักประหยัดคงต้องกลับไปคิดใหม่ เพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนี้ ต่อให้เงินถุงเงินถัง ก็ต้องคิดถึงความประหยัดกันบ้าง และในตลาดรถยนต์ระดับหรูนั้น ความประหยัดมักจะสวนทางกับความหรูหราอยู่เสมอ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะระยะหลังนี้ ค่ายรถยนต์ระดับหรูต่างชูความประหยัดเป็นจุดขายหลักไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะค่ายใบพัดสีฟ้าขาว อย่างบีเอ็มดับเบิลยู ที่เดินหน้าขายความประหยัด และสมรรถนะเครื่องยนต์ผ่านเครื่องยนต์ดีเซลมาโดยตลอด

ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย กับแนวคิดการเดินหน้ากับเครื่องยนต์ดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ทำให้ยอดขายบีเอ็มดับเบิลยูกระเตื้องขึ้นมาตามลำดับ เพราะบีเอ็มดับเบิลยูจับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ยัดเข้าไปในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 และซีรีส์ 5 เพื่อชูจุดขายในเรื่องของความประหยัด และแรงบิด ที่สามารถสร้างความแตกต่าง และสร้างการยอมรับได้เป็นอย่างดี

เมื่อเครื่องยนต์ดีเซลได้รับการตอบรับจากตลาดได้พอสมควร เจ้าตลาดรถยนต์หรู อย่างเมอร์เซเดสเบนซ์ ก็ไม่สามารถที่จะทนความเย้ายวนนี้ได้ แม้ว่าที่ผ่านมา เมอร์เซเดสเบนซ์ จะเป็นค่ายรถยนต์หรูค่ายแรกที่ทำตลาดรถเครื่องยนต์ดีเซล แต่ด้วยการทำตลาดที่ไม่บุกหนักมากนัก ทำให้เบนซ์ ดีเซล ไม่สามารถสร้างกระแสให้กับเมอร์เซเดสเบนซ์ ได้มากนัก

แต่เมื่อบีเอ็มดับเบิลยู เดินหน้าบุกตลาดเครื่องยนต์ดีเซลอย่างจริงจัง และลูกค้าให้การยอมรับ จึงเป็นโอกาสที่ดีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่จะฉวยโอกาสเปิดตัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ เครื่องยนต์ดีเซล โดยเกาะกระแสดีเซล ฟีเวอร์ ไปได้ในตัว และที่สำคัญเครื่องยนต์ดีเซล ที่เบนซ์นำมาทำตลาดครั้งนี้ ถือว่าโดดเด่นไม่น้อยทีเดียว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ C220 CDI คือ เบนซ์รุ่นล่าสุด ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ตัดสินใจใช้เป็นรถธงสำหรับบุกตลาดเครื่องยนต์ดีเซลอีกครั้ง โดยแค่เห็นการตั้งราคาก็รู้แล้วว่างานนี้ สงครามมาแน่ กับราคา 2.85 ล้านบาท ที่วางไว้เท่าๆ กับคู่แข่งหลัก อย่างบีเอ็มดับเบิลยู 320d ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ วางราคารถในระดับเดียวกัน ในราคาเท่ากับคู่แข่ง เพราะที่ผ่านมาราคาของเบนซ์ต้อง “เหนือ” กว่าอยู่เสมอ

แค่ราคาก็รู้แล้วว่า งานนี้ของจริงแน่

ไม่ใช่แค่ “ราคา” เท่านั้นที่สะท้านใจ แต่ในเรื่องของรูปสมบัติ และคุณสมบัติของเจ้า C220 CDI ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย ซึ่งในส่วนของรูปร่างหน้าตาแล้ว ต้องยอมรับว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ CCLASS โมเดลนี้ ค่อนข้างจะโดดเด่นไม่น้อย ดูปราดเปรียว สปอร์ตไม่น้อย ซึ่งน่าจะทำให้เบนซ์มีความเป็นหนุ่มมากขึ้นไม่น้อย และเป็นตลาดที่โตที่สุด มีวอลุมมากที่สุดอีกด้วย

ดูจากภาพประกอบได้เลยครับ ท่านผู้อ่านจะเห็นได้เลยว่า เบนซ์ CCLASS ดูหนุ่มแน่น และสปอร์ตใช้ได้เลยครับ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความหรูหรา ตามสไตล์รถของค่ายดาวสามแฉกนี้ไว้เช่นเดิม

ก้าวขึ้นรถ ก็ต้องมองไปยังแผงคอนโซล และแผงหน้าปัดที่ดูเท่ไม่หยอกกับแผงหน้าปัดสีดำพร้อมขอบโครเมียม แถมยังดูโดดเด่นด้วยลาย Piano-lacquer-effect finish ที่คอนโซลกลาง และแผงข้างประตู สีดำสนิท เงาวับ สะดุดตา แถมดูเป็นผู้ดีอีกต่างหาก จอมาตรวัดมีจอแสดงผลขนาด 4.5 นิ้ว ที่คอยบอกข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์ ระยะทาง อัตราการสิ้นเปลือง พวงมาลัยหุ้มหนังแท้แบบมัลติฟังก์ชัน ที่สร้างความสะดวกสบายในการควบคุมเครื่องเสียง หรือเรียกดูข้อมูลอื่นๆ

ที่ผมชอบอีกอย่างคือ หน้าปัดวิทยุของ C220 CDI นั้นมีหน้ากากปิดไม่ให้เห็นตัวหน้าปัดวิทยุ ทำให้แผงคอนโซลหน้าดูกลมกลืนไปอย่างลงตัว โดยเฉพาะเวลาค่ำคืนหากเราไม่ต้องการให้แสงสว่างจากหน้าปัดวิทยุมากวนสายตา ก็ปิดหน้ากากได้เลย เท่านี้เราก็จะได้ยินแต่เสียงเพลงเสนาะหูจากวิทยุซีดี MB Audio 20 ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรำคาญตาแต่อย่างใด

ที่สำคัญยังสร้างความประหลาดใจให้กับผู้โดยสารที่ต้องกวาดสายตาหาวิทยุ ว่าอยู่ตรงไหน เพราะได้ยินเสียง แต่ไม่เห็นตัวว่าเปิดจากที่ไหน ปรับอะไร แจ่มจริงๆ

ภายในของ C220 CDI นอกจากดูหรูหราแล้ว ยังกว้างขวางใช้ได้เลยครับ ไม่รู้สึกอึดอัด แม้ว่าภายนอกจะดูว่าเตี้ยๆ แต่เมื่อเข้าไปในห้องโดยสารแล้ว เหลือเฟือครับ ทั้งผู้ขับ และผู้นั่งโดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง ไม่มีปัญหากับเรื่องพื้นที่การวางขาแน่นอน

ชื่นชมกับภายในมาพอสมควร ก็ขอลองเครื่องกันหน่อย บิดกุญแจสตาร์ต เสียงเครื่องยนต์ดีเซลครางขึ้นมาทันที ซึ่งเสียงของเจ้า C220 CDI นี้ถือว่าเบากว่ารุ่นเก่า แต่ก็ยังไม่เงียบมากนัก แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้สบายๆ ไม่น่ารำคาญอะไรนัก

เปลี่ยนเกียร์จาก P มาเป็น D โดยไม่ได้ใช้โหมด S แต่ยังคงโหมด C หรือ COMFORT เอาไว้ เพราะเชื่อว่าเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ให้แรงม้ามากถึง 170 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 3,800 รอบต่อนาที กับแรงบิดที่สูงถึง 400 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 2,000 รอบต่อนาที นั้นน่าจะเพียงพอกับการใช้งานบนการจราจรในกทม. แน่ๆ

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ เพราะแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดารถเครื่องยนต์ดีเซลในระดับเดียวกัน ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับผมจริงๆ ครับ เพราะเรียกว่าเป็นอัตราเร่งขั้นเทพ ก็ว่าได้ เพราะ “กดเป็นมา กดเป็นมา” หลังติดเบาะเป็นว่าเล่นทีเดียว ทำให้การขับในเมืองที่รถติดๆ รถเยอะๆ ไม่น่าเบื่อเลยครับ

ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อปรับเปลี่ยนโหมดเกียร์มาเป็นโหมด S หรือโหมด SPORT ยิ่งทำให้การเร่งแซงนั้นเยี่ยมยอดมากยิ่งขึ้นจากการลากรอบของเครื่องยนต์ในแต่ละเกียร์ แต่ก็ต้องแลกกับอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบโหมด S มากครับ ขับมันจริงๆ เรียกว่าซิ่งได้ทุกย่านความเร็วตั้งแต่เริ่มออกตัวไปจนถึงความเร็วปลายๆ เกือบๆ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งก็ยังเรียกมาได้อยู่เหมือนกัน

ต้องยอมรับในเรื่องของอัตราเร่งจริงๆ ครับว่า เหลือรับประทานจริงๆ ซึ่งทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เคลมว่าอัตราเร่งของเจ้า C220 CDI จาก 0100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั้นใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที คือใช้เพียง 8.4 วินาที แม้ว่าผมจะไม่ได้ลองว่าจริงหรือเปล่า แต่เท่าที่ขับ เท่าที่อัด บอกได้เลยว่าถึงหรือไม่ถึง 10 วินาที ผมไม่สนใจ ผมถือว่าที่เหยียบแล้วหลังติดเบาะก็พอแล้ว

นอกจากนี้ ในการขับด้วยความเร็วต่ำนั้น ความเป็นเมอร์เซเดสเบนซ์ นั้นแสดงออกให้เห็นถึงความสบายอย่างชัดเจน จากพวงมาลัยที่เบาสบาย แต่แม่นยำในการเลี้ยวเข้าจอด หรือมุดในจังหวะที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว ถือว่าพวงมาลัยเบามือดีทีเดียว ซึ่งสาวๆ น่าจะชอบความรู้สึกนี้ เพราะขับไม่เหนื่อย ขับแบบเรื่อยๆ ได้เลยครับ

แต่เมื่อวิ่งที่ความเร็วสูงๆ เกิน 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมว่าพวงมาลัยเบาไปนิดครับ น่าจะหนักกว่านี้หน่อย เพราะส่วนตัวแล้วผมชอบขับรถพวงมาลัยที่มีน้ำหนัก เพราะรู้สึกมั่นใจที่จะใช้ความเร็วสูงๆ แต่อาการพวงมาลัยเบานั้นไม่ได้หมายความว่าช่วงล่างจะร่อนนะครับ เพราะจากการจับอาการช่วงล่างแล้วรู้เลยว่า ช่วงล่างยังปึ้กอยู่มาก ไม่มีอาการร่อนแต่อย่างใด ครับ แปลว่าขับความเร็วสูงสบายครับไม่ต้องห่วง เข้าโค้งหนักๆ ได้สบายไม่มีอาการเป๋ปัดให้ได้เห็น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย ที่ทำให้การทรงตัวนั้นดีกว่ารถที่ขับเคลื่อนล้อหน้า

นอกจากนี้ ความนุ่มนวลยังเป็นจุดเด่นอีกอย่างของ C220 CDI ที่มีมาให้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบกันสะเทือนและระบบพวงมาลัยแบบ AGILITY CONTROL ที่ทำหน้าที่ควบคุมโช้คอัพ ให้สามารถปรับการทำงานแบบอัตโนมัติให้เหมาะกับทุกสถานการณ์ของการขับขี่

แต่ในเรื่องของอัตราการสิ้นเปลือง หรือเรื่องความประหยัดนั้น ต้องบอกว่า ยังไม่ชัวร์ครับ ว่าประหยัดแค่ไหน เพราะในช่วงที่ผมขับนั้นอัตราสิ้นเปลืองอยู่ประมาณ 9-11 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่ใช่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร เหมือนอย่างที่ทางเมอร์เซเดสเบนซ์ เคลมไว้ ซึ่งคราวหน้าคงต้องขอลองอัตราการสิ้นเปลืองกับ C220 CDI คันนี้กันใหม่ ว่าอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่
สนุกครับ ขับรถคันนี้ ขับได้ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดแบบไกลๆ ที่ต้องใช้ความเร็วสูงได้เลยไม่มีปัญหา และที่ผมชอบอีกอย่างคือ ระบบเครื่องเสียงที่จะแสดงคลื่นวิทยุไว้เลยว่า ตอนนี้มีกี่คลื่นที่รับได้ ให้เรารู้ไปเลยว่าพื้นที่ที่เราขับอยู่นั้นรับได้กี่คลื่น จะได้ไม่ต้องไป SCAN ให้เสียเวลา

นอกจากนี้ C220 CDI ยังมีจุดเด่นในเรื่องของระบบ PRESAFE ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเพื่อการปกป้องก่อนเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเบรก และโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP) ที่จะประเมินได้ว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ ก็จะสั่งให้ระบบ PRESAFE ทำงานด้วยการปรับเข็มขัดนิรภัยพร้อมปรับเบาะนั่งให้อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่ง และม่านถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง

ออปชันที่ C220 CDI อัดเข้ามามากขนาดนี้ เมื่อเทียบกับราคาที่ตั้งไว้ บอกได้เลยว่า งานนี้สงครามรถหรูเครื่องดีเซล อุบัติขึ้นแล้ว!!

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ