"จีเอ็ม" ปรับทัพในไทย หรือค่ายรถอเมริกันจะพ่ายแพ้?

วันที่ 08 มี.ค. 2558 เวลา 19:03 น.
"จีเอ็ม" ปรับทัพในไทย หรือค่ายรถอเมริกันจะพ่ายแพ้?
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

ถือเป็นข่าวคราวใหญ่สำหรับวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เมื่อ เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม ประกาศปรับโมเดลการทำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) โดนหางเลขกับการปรับตัวครั้งใหญ่ของจีเอ็มไปด้วย

นอกจากเหตุผลทางธุรกิจที่ทำให้จีเอ็มต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในระดับภูมิภาคแล้ว สำหรับในไทยมีเหตุผลที่พ่วงท้าย คือ ภาวะซบเซาของตลาดที่ทำให้ต้องปรับโฟกัสธุรกิจกันใหม่

ทิม ซิมเมอร์แมน ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เราต้องเร่งดำเนินการพลิกโฉมธุรกิจของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งความต้องการของตลาดในประเทศอยู่ในภาวะซบเซา ด้วยการดำเนินการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และปรับการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้นเพื่อเดินหน้าสู่การเติบโตในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถและความแข็งแกร่งของแบรนด์เชฟโรเลตในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีเอ็มจะปรับเปลี่ยนกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อทิศทางของตลาดและความต้องการของลูกค้า โดยยังคงทำการผลิตและจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ และรถเอสยูวี เชฟโรเลต แคปติวา รวมถึงรถยนต์นั่ง เชฟโรเลต ครูซ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 75% ของเชฟโรเลตในประเทศไทย และคิดเป็นสัดส่วนราว 95% ที่จีเอ็ม ประเทศไทย ส่งออกสู่ต่างประเทศ

ในส่วนของรถยนต์นั่ง เชฟโรเลต โซนิค และรถอเนกประสงค์เอ็มพีวี เชฟโรเลต สปินจะหยุดจัดจำหน่ายเมื่อสิ้นสุดแผนการตลาดของรุ่นปีล่าสุด นอกจากนี้ เพื่อเน้นย้ำถึงแผนธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นในตลาดรถกระบะและรถเอสยูวี จีเอ็ม ประเทศไทย ได้แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วว่าจะถอนตัวจากการเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์ ระยะที่ 2 ด้วย

จีรณัฐ แสงดี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จุดแข็งของเราคือ รถกระบะ และรถเอสยูวีซึ่งเราจะโฟกัสตลาดหลังจากนี้ในประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าว และยังคงไว้ในการจำหน่าย 4 รุ่นด้วยกัน คือ 1.เชฟโรเลต โคโลราโด 2.เชฟโรเลต แคปติวา 3.เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ 4.เชฟโรเลต ครูซ

ดังนั้น เมื่อลดการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลงเหลือจำนวนดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนพนักงานที่มีทั้งสำนักงานและโรงงานผลิตในประเทศไทยเกินกำลังการผลิต จึงเปิดโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่พึงพอใจสำหรับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวในทุกระดับชั้น ซึ่งจำนวนพนักงานทั้งหมดในประเทศไทยของบริษัทมีจำนวนทั้งสิ้น 3,200 คน

การปรับทัพครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในไทยที่หันมาโฟกัสเฉพาะรถในรุ่นที่ยังพอสู้กับคู่แข่งได้ ถูกมองว่าค่ายรถอเมริกันกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับค่ายรถแบรนด์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในไทย แม้จีเอ็มจะยิ่งใหญ่แค่ไหนในซีกโลกตะวันตกก็ตาม แต่ในเอเชียแล้ว ความเป็นแบรนด์เอเชีย และความคุ้นของตลาดในไทยของแบรนด์รถญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดอย่างยาวนาน รู้ตื้นลึกหนาบางของความเป็นไปทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นอย่างดีย่อมกุมความได้เปรียบอยู่หลายขุม

ขณะที่ เพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในฐานะประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียน ฉายภาพให้เห็นถึงช่วงจังหวะการลงทุนของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาช่วง 10 ปี

ที่ผ่านมานั้น อาจจะเจอช่วงจังหวะที่ไม่ดีเท่าไรนักกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยหลายช่วงพร้อมกัน เลยทำให้ยอดขายไม่เติบโตเท่าที่ควร หรือเติบโตช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ยังเจอช่วงตลาดชะลอตัวอย่างคาดไม่ถึงอีกในช่วงปี 2557

เมื่อเทียบกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี เจอสภาวะและปัจจัยต่างๆ ในประเทศในลักษณะเดียวกัน แต่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยอย่างแน่นหนา ซึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับจีเอ็มเวลานี้ มองที่นโยบายของบริษัทที่อาจตั้งความหวังในประเทศไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจ

ขณะที่ผู้เล่นรายเล็กในตลาดทั้งประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน มีหลายรายที่มียอดขายเป็นรองแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างมาก แต่ยังย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยอย่างฟอร์ด หรือผู้เล่นหน้าใหม่อีกหลายรายที่เข้ามาลงทุน อาทิ รถยนต์แบรนด์จีน ที่แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหาอย่างที่หลายคนมอง แต่ก็ยังตัดสินใจลงทุนสู่ตลาดในไทย

“เชื่อว่าก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนของทุกบริษัทจะต้องมีการศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งลักษณะตลาดในประเทศไทยเป็นการแข่งขันที่รุนแรงสูง ซึ่งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ตลาดในประเทศไทยตกต่ำหนัก แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้ขึ้นมาเช่นกัน แต่จะเร็วหรือจะช้านั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรอื่นๆ”เพียงใจ ให้ความเห็น

จีเอ็มไทยจะยังคงยืนหยัดต่อสู้กับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถของไทยที่มีแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นเป็นผู้เล่นรายใหญ่ได้มากน้อยขนาดไหน แต่ผู้บริหารจีเอ็ม ประเทศไทย ยังยืนยันหนักแน่นว่า “เราไม่ได้ถอยและเราไม่ได้ยอมแพ้แบรนด์รถญี่ปุ่น แต่เรายอมที่จะเล็กลงอย่างแข็งแกร่งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เราถนัดและโฟกัสได้อย่างตรงจุด”เรื่องนี้ต้องติดตามตอนต่อไป