ทรูผนึกไชน่าโมบายล์ล้างหนี้-ลุย4จี

วันที่ 11 ก.ย. 2557 เวลา 17:07 น.
ทรูผนึกไชน่าโมบายล์ล้างหนี้-ลุย4จี
กลุ่มทรูล้างหนี้แบงก์5.5 หมื่นล้านหลังไชน่าโมบายล์เข้าถือหุ้น 18% เดินหน้าผนึกกำลังลุย 4 จีและ 5 จี

หลังจากกลุ่มทรู ปรับฐานการเงินครั้งใหญ่โดยออกหุ้นมูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาทในบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น แบ่งเป็นการจัดสรรหุ้น 18% ให้กลุ่มไชน่าโมบายล์จากจีนมูลค่า 2.86 หมื่นล้านบาท และเสนอขายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิม 3.64 หมื่นล้านบาท ล่าสุดวันนี้(11ก.ย.)ได้มีการลงนามสัญญาร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่นและบริษัท ไชน่า โมบายล์

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากการร่วมทุนกับไชน่าโมบายล์ครั้งนี้ ทำให้เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของกลุ่มทรูและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทได้ชำระหนี้ธนาคารที่มีกว่า 5.5 หมื่นล้านบาทเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทรูฯปลอดหนี้ธนาคาร ยังคงเหลือเพียงหุ้นกู้ที่ต้องมีกำหนดเวลาชำระรวม 4 หมื่นกว่าล้านบาท และลงทุนหุ้นกู้ต่อเนื่องปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท

จากการชำระหนี้ธนาคาร ส่งผลให้บริษัทสามารถปรับอัตราหนี้สุทธิจากเดิม 5 เท่าเหลือเพียง 1.5 เท่า ทำให้ลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละ4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังทำให้บริษัทอยู่ในอันดับที่กองทุนทั่วโลกจะพิจารณาและเห็นว่าลงทุนได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทรูได้รับความสนใจในการเข้ามาลงทุนมากขึ้น

“เมื่อเราชำระหนี้ธนาคารหมด ในไตรมาส 4 ปีนี้เชื่อว่าจะเริ่มมีกำไร และสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้ต่อไป อีกทั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาที่สัมปทาน 2จีของบริษัทหมดลง ทำให้เกิดการหักขาดทุนทางบัญชีจากค่าเสื่อม ซึ่งจะหมดในเดือนก.ย.นี้ ทำให้ตัวเลขขาดทุนจากค่าเสื่อมหมดไปและกลายเป็นกำไร”

ทั้งนี้ ทางไชน่า โมบายล์ จะส่งคนเข้ามานั่งบริหารในคณะกรรมการบริษัท 2 คน โดยจะดูแลด้านการเงินและฝ่ายธรรมาภิบาล ซึ่งเบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานโดยมีตัวแทนจากทั้ง2 องค์กรเพื่อดำเนินงานร่วมกันใน 6 ด้านได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์/บริการเสริม/คอนเทนต์2) ธุรกิจระหว่างประเทศ 3) โครงข่าย 4) การจัดซื้อดีไวซ์ 5) การจัดซื้อทั่วไป 6)ทรัพยากรบุคคล โดยคณะทำงานจะร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เพิ่มผลประโยชน์ให้แก่ทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับสิ่งที่ทรูฯจะให้ความสำคัญนับจากนี้คือ การพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา 4 จีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ประสบการณ์จากไชน่า โมบายล์ที่พัฒนา 4 จีและ 5 จีแล้ว ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในประวัติศาสตร์การดำเนินธุรกิจของของกลุ่มทรู ซึ่งพร้อมที่จะพลิกโฉมเป็นผู้นำธุรกิจคอนเวอร์เจนซ์ที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค

ขณะที่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูได้มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่ง เป็นผู้นำทั้งในด้านบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต เคเบิ้ลทีวี และด้านธุรกิจโมบายล์ทั้ง 3G และ 4G และในวันนี้เมื่อได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับไชน่าโมบายล์ ก็จะเป็นพลังผลักดันที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนให้กลุ่มทรูก้าวเป็นผู้ให้บริการแถวหน้า ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต่อไป

นายหลี่ เยว่ กรรมการบริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท ไชน่า โมบายล์ กล่าวว่า ในฐานะที่กลุ่มทรูเป็นผู้นำด้านบรอดแบนด์ เคเบิ้ลทีวี และยังเป็นผู้นำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในระบบ 3G และ 4G ในประเทศไทย ทรูจึงเป็นพันธมิตรที่ไชน่าโมบายล์ต้องการ และในฐานะที่ไชน่าโมบายล์ และทรู เป็นผู้นำตลาดของประเทศ จึงมีความพร้อมทั้งเรื่องฐานลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และความโดดเด่นด้านแบรนดิ้ง

“เราเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและสังคมของไทยอย่างมาก และเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัท ความร่วมมือครั้งนี้จะเอื้อประโยชน์กันได้เป็นอย่างดี และยังเป็นโอกาสของไชน่าโมบายล์ในการขยายตลาดต่างประเทศอีกด้วย”นายหลี่ เยว่กล่าว

ขณะเดียวกันการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการทำตลาดในประเทศให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานที่ดีต่อการมองหาธุรกิจใหม่ๆ และการขยายตลาดซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย ในการพัฒนาและได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต

ด้านนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่ากลุ่มทรูขอขอบคุณไชน่าโมบายล์ที่ให้ความมั่นใจร่วมลงทุนในกลุ่มทรู และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับไชน่าโมบายล์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในแผนการเพิ่มทุนครั้งสำคัญของกลุ่มทรู ซึ่งจะแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงศักยภาพการเติบโตของกลุ่มทรูในธุรกิจโทรคมนาคม ตลอดจนความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

ปัจจุบัน ไชน่าโมบายล์เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของโลก ด้วยฐานลูกค้าที่มากที่สุดในโลกเกือบ 800 ล้านราย และเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกงและนิวยอร์ค ในปี 2556ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน FT Global 500 และ Forbes 2,000 บริษัทชั้นนำ และได้รับเลือกเป็น composite stock ของ Dow Jones Sustainability Emerging Market Index รวมทั้งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ AA3 โดย Moody’s Investor Service และ AA- โดย Standard & Poor’s เท่ากับอันดับเครดิตของหุ้นกู้ซึ่งออกโดยรัฐบาลจีน