มิคาเอล คอร์ดิส บีเอ็มฯยังทำทุกอย่างตามแผน

  • วันที่ 12 พ.ค. 2553 เวลา 14:10 น.

ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้บีเอ็มฯ ต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงแผนการตลาดใดๆ เพราะยังมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

โดย...พิสันต์ อทธิวัฒนกุล

แม้ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะแสนสดใสด้วยยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 166,802 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมากถึง 54.8% รวมถึงตัวเลขยอดจองรถยนต์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามียอดจองรถยนต์ภายในงานมากกว่า 2 หมื่นคัน มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1.6 หมื่นคันนั้น น่าจะทำให้ในปีนี้ตลาดรถยนต์เมืองไทยพ้นจากหุบเหวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แต่จากความไม่สงบทางการเมือง ที่กลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปักหลักชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องบริเวณแยกราชประสงค์ รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย

มิคาเอล คอร์ดิส ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้บริหารเบอร์ 1 ของ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย บอกว่า
“ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์โดยรวมเติบโตขึ้นมาก รวมถึงตลาดรถยนต์หรูก็มีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นมาก รวมถึงบีเอ็มฯ ด้วย โดยเรามียอดเติบโตมากถึง 90% ซึ่งด้วยยอดจำหน่ายดังกล่าวทำให้เราสามารถยืนอยู่ได้จนถึงกลางปี แต่จากสถานการณ์ทาการเมืองที่ไม่แน่นอน ทำให้เราต้องติดตามสถานการณ์ทุกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น”

คอร์ดิส ย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้บีเอ็มฯ ต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงแผนการตลาดใดๆ เพราะยังมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีมากขึ้น เพราะทุกฝ่ายต่างต้องการให้เหตุการณ์ยุติลงและเกิดความสงบขึ้นในสังคมไทย

นอกจากนี้ ความไม่สงบทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบีเอ็มฯ เพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า

“แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะยังวุ่นวายอยู่ แต่แผนการตลาดของเรายังเหมือนเดิมทุกประการ รวมถึงการลงทุนต่างๆ ของบีเอ็มฯ ในประเทศไทยก็ยังเดินหน้าอยู่ แม้ว่าบริษัทแม่จะถามอยู่เสมอว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ผมก็พยายามให้บริษัทแม่เข้าใจว่าทุกอย่างยังเป็นปกติ”

ทั้งนี้ สิ่งที่บีเอ็มฯ เดินหน้าจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างจริงจัง ก็คือเรื่องการสื่อให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลของบีเอ็มฯ ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก โดยผ่านการจัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับบีเอ็มฯ 730 Ld ในเส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง

คอร์ดิส ย้ำว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์ในรุ่นที่ใหญ่ที่สุด หรูหราที่สุด อย่างซีรีส์ 7 นั้น ทางบีเอ็มฯ มีทั้งความประหยัด แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพนั้นมีอยู่จริง ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ของบีเอ็มฯ ในรุ่นนี้ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ดีที่สุดในตลาดขณะนี้

“อัตราการสิ้นเปลืองที่ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร ในระดับความเร็วที่ 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นการประหยัดที่เกิดจากการใช้งานจริง”

ความประหยัดดังกล่าว เป็นสิ่งที่คอร์ดิสต้องการสื่อไปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบีเอ็มฯ ได้รับทราบ และเชื่อว่าจุดนี้จะทำให้เครื่องยนต์ดีเซลของบีเอ็มฯ ได้รับการตอบรับมากขึ้นในทุกซีรีส์

“ปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป อย่างลูกค้าในกลุ่มรถหรูก็เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของความประหยัดน้ำมันมากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องนี้ รวมถึงเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของการคายไอเสีย เรื่องสิ่งแวดล้อม”

คอร์ดิส มั่นใจว่า เรื่องของความประหยัดและเรื่องสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าเริ่ม “มอง” มากขึ้น จากในอดีตที่ลูกค้าจะให้ความสำคัญแต่ขนาดของเครื่องยนต์และแรงม้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวบีเอ็มฯ ซีรีส์ 7 Ld นั้น ทางบีเอ็มฯ ไม่ได้คาดหวังว่าลูกค้าจะให้การตอบรับเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมด เพราะบีเอ็มฯ ยังคงมีเครื่องยนต์เบนซินสำหรับรถยนต์บีเอ็มฯ ทุกรุ่น รวมถึงในซีรีส์ 7 ด้วย โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าเป็นสำคัญ แม้ว่าขณะนี้ยอดขายรถยนต์บีเอ็มฯ ซีรีส์ 7 เครื่องยนต์ดีเซลจะตกอยู่ประมาณ 52% แล้วก็ตาม แต่บีเอ็มฯ ก็จะไม่ทำตลาดผลักดันเครื่องยนต์ดีเซลมากไปกว่าเครื่องเบนซิน โดยจะทำตลาดควบคู่ไปด้วยกัน

“เรายังต้องทำตลาดเครื่องยนต์เบนซินควบคู่ไปกับเครื่องยนต์ดีเซล เพราะลูกค้ายังมีความต้องการอยู่ ประกอบกับในเรื่องของโครงสร้างภาษีที่เอื้อกับเครื่องยนต์เบนซินมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้เราไม่สามารถทำตลาดเครื่องยนต์ดีเซลแต่เพียงอย่างเดียวได้”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ