LITTLE ANGRY BIRD

วันที่ 19 ม.ค. 2557 เวลา 20:35 น.
LITTLE ANGRY BIRD
เรื่อง....ภรวิธ เศรษฐบุตร/Fast Bikes Thailand / ภาพ....Courtesy of Ducati Thailand และ ภรวิธ เศรษฐบุตร/https://www.facebook.com/fastbikesthailand

การลัดฟ้าไปถึงเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Ducati Hyperstrada ใหม่

ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษที่จะได้สัมผัสรถใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะคำว่า “Hyper” ของ Ducati ที่ติดมากับคำว่า “Motard” จนเราไม่เคยรู้ว่ามันสามารถแยกออกจากกันได้ และโดยเฉพาะชื่อเสียงที่สร้างมาจนมียอดจำหน่ายกว่า

24,000 คันทั่วโลก ย่อมทำให้ผมคิดในใจว่าคราวนี้โรงงานที่ จ.ระยอง น่าจะมีอะไรดีๆ มาบอกกัน รวมถึงการลงทุนเปิดตัวที่เกาะ

บาหลีก็ย่อมไม่ธรรมดาเพราะมันคือเกาะสวรรค์ที่นักเดินทางให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาอยู่ใจกลางเกาะ ทำให้อดนึกถึงเส้นทางที่จะทดสอบไม่ได้ว่ามันต้องสนุกแน่ๆ

ที่สนามบินเราไปสมทบกับสื่อมวลชนจากประเทศจีน เวียดนาม มาเลเซียและอินเดียที่เดินทางมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนจะขึ้นรถตู้

เดินทางไปยังโรงแรม Melia Resort, Nusa Dua สุดหรูของเกาะบาหลีในช่วงสาย หลังจากลงทะเบียนและทานอาหารกลางวันแล้ว เราก็เข้าห้องอบรมเกี่ยวกับ Hyperstrada ใหม่ โดยมี Mr.Pierfrancesco Scalzo, Ducati RegionalAsia Commercial Director ผู้บริหารระดับสูงจากโรงงาน Ducati ที่ จ.ระยอง และ Mr.Cristiano Silei, Ducati Motor Holding Vice President Global Sales ที่บินตรงจากอิตาลีเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ ให้การต้อนรับและรับหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถทั้งหมดก่อนร่วมขับขี่ด้วยกันในวันรุ่งขึ้น

ครั้งแรกที่เห็น Ducati Hyperstrada นั้น ผมปรี่เข้าไปเช็คความสูงจากเบาะก่อนเลยเพราะโมเดล Hypermotard นั้นเบาะสูง 85 ซม. ซึ่งดูจะเกินเอื้อมสำหรับผมที่สูงแค่ 160 ซม. แต่ก็เบาใจได้เพราะ Hyperstrada เบาะสูงจากพื้น 81 ซม. (ตามข้อมูลที่ Ducati Thailand ให้มา) ทำให้ดูมีอนาคตกับเขาบ้าง...ขอแค่นี้แหละ!

หลังจากทักทายอย่างเป็นกันเองกับทีม Ducati Asia Pacific เราก็ค่อยๆ เรียนรู้

เกี่ยวกับตัวรถ คำถามในใจต่างๆ ก็ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละประเด็น

“นี่คือรถใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย” Cristiano Silei

ผมแอบค้านในใจเพราะหน้าตามันคือ Hyper-motard ชัดๆ แต่หลังจากฟังคำอธิบายก็จับใจความได้ว่าเมื่อ Ducati ออกแบบ Hypermotardคำว่า “Hyper” มัน ‘ไม่จำเป็น’ จะต้องติดกับ“Motard” เสมอไป มันคืออารมณ์ของรถที่

ออกแบบมาสไตล์ Motard ผมนึกภาพตามมันก็คล้ายกับว่า Hyper คือส่วนหัว ซึ่งส่วนท้ายสามารถพลิกแพลงไปเป็นรถได้หลายประเภท

และคราวนี้ Ducati ก็เลือกที่จะทำให้มันเป็นรถ “ท่องเที่ยว” ด้วยคำว่า “Strada” ที่ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า "ถนน" ซึ่งในความเป็นจริงมีหลากหลายรูปแบบ “Hyperstrada” คือรถใหม่สไตล์ทัวริ่งที่สามารถขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนเรียบหรือหมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นทางฝุ่น ตลอดจนถนนหลวงทางตรงที่ทำความเร็วสูงได้

นั่นจึงเป็นที่มาของ Riding Modes ที่ปรับได้ 3 แบบ คือ Urban (75 hp), Touring และ Sport (110 hp) นั่นไง! เริ่มต้นก็ไฮเทคซะแล้ว ต่อมาที่สำคัญที่สุดก็คือท่านั่งที่แตกต่างจาก Hypermotard เป็นอย่างมาก โดยเบาะมีความเว้าลึกลงมา ทำให้ต่ำลงเหลือเพียง 81 ซม. ต้องบอกว่าเป็นสเปคเอเชียเท่านั้นนะครับ เพราะในประเทศอื่นจะมาพร้อมความสูงของเบาะ83 ซม. แฮนด์ที่มีตุ๊กตาสูงให้ระดับพอหมาะกับท่านั่ง ส่วนพักเท้าก็มีระยะเลื่อนไปข้างหลังเล็กน้อย ทำให้ช่วงขาของคนขี่งอรับองศาได้ดี มีกระเป๋าข้าง 2 ใบที่ทำจากโรงงาน SW Motech รับประกันคุณภาพ พร้อมชิลล์หน้าใสที่มากับรถทำให้มันชัดเจนเรื่องท่องเที่ยวจริงๆ

Ducati อธิบายต่อว่าถังน้ำมันได้ถูกออกแบบให้เพิ่มขึ้นเป็น 16 ลิตร โดยตั้งใจออกแบบให้ตัวรถไม่บานตามขนาดถัง เพราะเขาห่วงเรื่องดีไซน์ที่อยากให้ดูเพรียวจึงเพิ่มขนาดลงในพื้นที่ใต้เบาะคนนั่ง เรื่องถังน้ำมันจึงเป็นจิ๊กซอว์ตัวหลังอีกตัว

ในเรื่องของการเดินทางเพราะไม่ต้องแวะปั๊มบ่อยกว่าคนอื่นอีกต่อไป

ในเมื่อ มี Riding Modes ที่เป็นสุดยอดเทคโนโลยีบวกกับท่านั่งที่ดูสบายทั้งคนขี่และคนซ้อน กระเป๋าข้าง 2 ใบกับถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้น อืม...มันคือการออกแบบมาให้ขี่ไปไหนก็ได้ ยิ่งยางที่มากับรถเป็น Pirelli Scorpion Trail แบบเดียวกับพี่ใหญ่ Multistrada ก็ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้น

ทีนี้เรามาดูสเปคหลักๆ กัน!

เครื่องยนต์ 821 ซีซี. Testastretta 11 องศา 4 วาล์วต่อสูบ แน่นอนว่ามันใช้ Desmodromic ซึ่งทำให้มันนิ่มนวลขึ้นและประหยัดน้ำมันมากขึ้น จึงมีผลต่อเนื่องในการยืดอายุการเข้าศูนย์บริการให้นานขึ้นจากเดิมทุกๆ 12,000 กม. ให้เป็นที่ทุกๆ 15,000 กม. Ducati บอกว่าเครื่องยนต์ใหม่สามารถให้พาวเวอร์สูงที่รอบต่ำได้ จึงเป็นที่มา

ของทุกอย่างที่กล่าวมาเพราะคอนเซปต์การยืด อายุการใช้งานเครื่องยนต์นั่นเอง

ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงเป็น Magneti Marelli ซึ่งเป็นหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 52 มม. Ride-by-Wire ท่อไอเสียขนาดเบา 2-1 ออกข้าง มาพร้อม Catalytic Converter ที่ให้ผลลัพท์เทียบเท่า Euro3

ระบบเกียร์ 6 สปีด คลัทช์เปียกที่มาพร้อม Contol Cable ขับเคลื่อนด้วยโซ่ แชสซียังคงมี Tubular Steel Trellis Frame ที่เป็นซิกเนเจอร์ ของ Ducati ตะเกียบคู่หน้าขนาด 43 มม. Kayaba รับไป ล้อหน้า 10-spoke ขนาด 3.50x17 นิ้ว กับยาง Pirelli Scorpion Trail 120/70ZR17 ล้อหลัง 10-spoke ขนาด 5.50x17 นิ้ว กับยาง Pirelli Scorpion Trail 180/55 ZR17

ระบบเบรคจัดเต็มไม่มีกั๊กด้วยจานดิสเบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมกับ Brembo M4-32 Monobloc สี่ลูกสูบ พร้อมระบบ ABS ส่วนเบรคหลังมาพร้อมจานขนาด 245 มม. สองลูกสูบ พร้อมระบบ ABS จบด้วยระบบความปลอดภัยอย่าง Ducati Traction Control (DTC) ที่ให้ความมั่นใจเต็มร้อย นี่ยังไม่นับอุปกรณ์เสริมที่มากับรถ เช่น Touring Screen, Passenger Grab-handles, Power Outlet 2 จุด, Centre Stand (อันนี้ชอบมาก), Engine Sump Guard และ Extended Front and Rear Mudguards นับว่าเป็นรถที่สมบูรณ์แบบ มากที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะอุปกรณ์ที่มากับรถครบถ้วนนั่นเอง

เป็นอีกครั้งที่ Ducati สร้างรถรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีใจรักการท่องเที่ยวอย่างแท้จริงและเป็นรถสำหรับไบค์เกอร์เอเชียโดยเฉพาะ โดยทีมออกแบบจากสำนักงานที่อิตาลีซึ่งพิถีพิถันตั้งแต่หัวจรดท้าย

ภูเขาไฟ Kintamani กำหนดการที่จัดไว้ให้นับว่าเป็นไฮไลท์ของงานนี้ไม่งั้นเราคงไม่มาบาหลีให้เมื่อยตุ้ม! แค่ดูแผนที่ก็รู้ว่าสนุกแน่ เพราะเราจะเดินทางไปยังปากปล่องภูเขาไฟ Kintamani ที่อยู่ใจกลางเกาะเป็นระยะทางกว่า 180 กม.

ตื่นแต่เช้ารีบจัดการกับชีวิตให้เรียบร้อยและมั่นใจ พร้อมรับบรีฟอย่างสั้นๆ จากทีม Ducati Indonesia และแนะนำมาร์แชลอย่างเป็นกันเองซึ่งใช้เวลาไม่นาน ผมได้รถเบอร์ 3 นับว่าโชคดีที่ได้ขี่แถวต้นๆ แถมยังมีน้าต้อมจาก Ducati Thailand และเก่งจากนิตยสารโมโตครอส ขี่อยู่ใกล้ๆ ยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจทีมสื่อจากประเทศอื่นๆ ที่มาจากสายรถยนต์เสียส่วนมาก

ขึ้นคร่อมครั้งแรกก็เขย่งอีกตามเคยแต่รู้สึกดีมากๆ เพราะเบาะที่ออกแบบมารองรับท่านั่งได้ดี

คุณภาพของหนังเบาะสีเทาแก่เดินด้ายสีแดงดู หรูหราน่าลูบไล้เล่น ช่วงแฮนด์ที่วางอยู่บนตุ๊กตาที่ยกสูงขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกว่าระยะมันสั้นๆ ไม่ค่อยชิน ผมสูง 160 ซม. ค่อนข้างลำบากในการเตะขาตั้ง แต่ไม่โทษรถครับ พักเท้าถูกวางตำแหน่งให้เลื่อนมาข้างหน้าประมาณ 7 มม. จาก รุ่น Hypermotard ยางรองที่พักเท้ามีไว้สำหรับลดแรงสั่นสะเทือน โดยสามารถถอดออกได้ถ้าต้องการ หากเจอทางลูกรังที่จำเป็นต้องยืนหรือเพิ่มความมั่นคงในการวางเท้าเมื่อเจอสภาพถนนไม่เรียบ

เราเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้การเปลี่ยน Riding Modes ทั้งสามที่ใช้งานได้ง่ายมาก กดปุ่มหา Mode ที่ต้องการแล้วกดแช่ 3 วินาที มันจะเซ็ตให้ทันที แต่ต้องไม่เปิดคันเร่งขณะเซ็ต Mode

เครื่องยนต์ 4 วาล์ว 821 ซีซี.สตาร์ทเครื่องปุ๊บสิ่งแรกที่สังเกตคือ Torque หนักๆ สไตล์ Ducati หายไป แน่นอนว่า 4 วาล์วต่อสูบ มันทำให้เครื่องยนต์นิ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ใส่ท่อสแตนดาร์ดยังคงให้ความรู้สึกที่เป็น Ducati อยู่ ผมแอบยิ้มในหมวกนิดหนึ่งก่อนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจาก Melia Resort ตามขบวนออกไปอย่างช้าๆ

ผมเริ่มต้นด้วย Urban Mode ที่ 75 hp ฝ่ารถติดไปตามทางด้วยความเร็วเฉลี่ย 30-50 กม./ชม. การถูกเนื้อต้องตัว Hyperstrada ครั้งแรกนั้น ถ้าเปรียบเป็นการจีบผู้หญิง ก็คงจีบติดไม่ยากเพราะเราทั้งคู่จูนกันได้อย่างรวดเร็ว การทำงานของระบบ

คันเร่ง Ride-by-Wire แสนจะนุ่มนวล พลังเครื่องยนต์รอบต้นๆ แม้จะไม่จัดจ้าน แต่สิ่งที่แลกมาคือพลังมหาศาลจากรอบกลางๆ ที่ทำให้ความเร็วปลายไหลได้ลื่นขึ้น

สักพักหนึ่งขบวนของเราก็หลุดออกจากสภาพรถติดในเมือง เชื่อไหมว่าไม่รู้สึกว่ามีกระเป๋า 2 ใบติดมาด้วยเลยเพราะขนาดที่ ไม่ใหญ่มากและระยะที่พอเหมาะทำให้มุดได้ไม่ยาก แล้วก็เริ่มเห็นทุ่งนาเขียวขจีสวยงามลัดเลาะไปตามหมู่บ้าน ถนนค่อนข้างแคบ ตลอดทางมีทั้งลาดยางและฝุ่นให้สัมผัส การทำงานของระบบเกียร์นุ่มนวล ได้เวลาเปลี่ยนเป็น Touring Mode ที่ 110 hp ทำความเร็วมากขึ้น คราวนี้เริ่มรู้แล้วว่าที่รับบรีฟมาเมื่อวานนี้มันหมายความว่าอย่างไร “It is a fun bike!” Pierfrancesco Scalzo กล่าวไว้ ผมคอนเฟิร์มว่าจริงครับ! Hyperstrada ร่อนไปมาได้อย่างคล่องตัวมากๆ ด้วยลุคของมันที่ดูกะทัดรัด มีลูกเล่นเยอะไม่น่าเบื่อ ผมดาวน์ชิพเกียร์ก่อนเข้าโค้งแล้วโค้งเล่า DTC ก็ทำหน้าที่ได้ดี

ที่เน้นๆ เลยคือพาวเวอร์ของมันที่รอบต่ำมีมาให้ค่อนข้างเยอะ นั่นหมายความว่าผมสามารถกระแทกคันเร่งออกไปได้ ในขณะที่เครื่องยนต์เดินรอบต่ำโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ให้เมื่อย แน่นอนว่ามันไม่มีอาการกระตุก ไปได้นิ่มๆ และหากจะเค้นต่อที่รอบสูงๆ Torch มาที่ 7,500 รอบนะขอบอก!

ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟ Kintamani วิวบนนั้นสุดยอดและน่าทึ่งกับความใหญ่โตของมัน เราอิ่มเอิบกับการถ่ายรูป ซ้ายมือของเราเป็นยอดเขา ส่วนขวามือคือทะเลสาบที่เป็นปากปล่องภูเขาไฟ มันครอบคลุม 180 องศาเลยทีเดียว

จากนั้นเราก็เดินทางกลับโรงแรมและได้ทดสอบบนทางด่วนที่ยังไม่เปิดให้บริการ แน่นอน คราวนี้ Sport Mode ทำหน้าที่แบบจัดเต็มกับความเร็วทะลุ 200 กม./ชม. แบบชิลๆ เพราะมี วินด์ชิลล์ขนาดใหญ่ช่วยเอาไว้

Hyperstrada เหมาะที่สุดแล้วกับการเปิดตัวที่นี่เพราะมันเป็นรถที่ “ครบ” ที่สุดรุ่นหนึ่ง ทั้ง ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีระดับสูงที่ให้มากับรถ ผมลืมนิสัยจัดจ้านของ Ducati ไปสนิท เพราะหลังจากขี่รถมาทั้งวันผมกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ยังคึกอยู่และปาร์ตี้ต่อจนดึกได้สบายมาก! หมดยุคของการขี่ Ducati ไกลๆ แล้วขึ้นห้องนอนทันทีเพราะหมดแรงแล้วครับ!