ซีพีปรับยุทธศาสตร์ลงทุนจีน

วันที่ 13 ก.ค. 2556 เวลา 07:34 น.
ซีพีปรับยุทธศาสตร์ลงทุนจีน
รับนโยบายชะลอความร้อนแรงเศรษฐกิจ โฟกัสธุรกิจมีอนาคตขึ้นผู้นำตลาด

ซีพีปรับยุทธศาสตร์ลงทุนจีนหลังเตะเบรกเศรษฐกิจ เฟ้นเฉพาะธุรกิจมีศักยภาพ มั่นใจรายได้ยังโต 10%

นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การลงทุนในจีนอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทจะโฟกัสเฉพาะธุรกิจเดิมที่มีศักยภาพ ได้แก่ การเกษตร ค้าปลีก อาหาร และขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการลงทุนในจีนไม่เหมือน 30 ปีที่ผ่านมา ที่ลงทุนธุรกิจกลุ่มใดก็เติบโตทุกอย่าง เพราะการแข่งขันสูงขึ้น

ทั้งนี้ การปรับยุทธศาสตร์เพื่อโฟกัสสิ่งที่ซีพีจะก้าวเป็นผู้นำตลาดในจีนและเลือกโฟกัสเมืองที่มีศักยภาพและเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังพัฒนาภาคกลางและภาคตะวันตกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยแผนลงทุนของซีพีจะมุ่งไปที่จงหยวน เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางภาคกลางของจีน

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เริ่มเข้าไปลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท ในเมืองลั่วหยาง เป็นแผน 5 ปี ใช้เงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท พัฒนาห้างสรรพสินค้าซูเปอร์แบรนด์ มอลล์ 2 แห่ง และคอนโดมิเนียม ศูนย์ราชการ อีกทั้งลงธุรกิจในเมืองปักกิ่ง สร้างตึกซีพีทาวเวอร์ 60 ชั้น และเข้าไปลงทุนในมณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียง และมณฑลซางตุง

“ลงทุนในจีนจะต้องเลือกธุรกิจที่เป็นประโยชน์ให้กับจีน อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี การแพทย์ การวิจัย หรือธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะนี้จีนจะไม่อุ้มธุรกิจที่เกินความต้องการของตลาด นโยบาย ของจีนต้องการลดการฟุ่มเฟือยของรัฐบาล 8 ข้อ ลดค่าครองชีพคนจีนจาก 3.8% ให้เหลือ 2.4% ในช่วง 5 เดือนนี้ และการแก้ปัญหาปล่อยสินเชื่อ” นายธนากร กล่าว

สำหรับภาวะเศรษฐกิจในจีนปีนี้ที่ชะลอตัวลง ปัจจัยหลักมาจากรัฐบาลจีนต้องการสร้างการเติบโตเศรษฐกิจจีนอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง จากที่ผ่านมาการเติบโตจีดีพีมากกว่า 10% ส่งผลเสียมากกว่าผลดีทำให้รัฐบาลเบรกการเติบโตเศรษฐกิจ ปีนี้ควบคุมการเติบโตจีดีพี 7% หรือ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่หากเศรษฐกิจของจีนโต 5% จะทำให้คนตกงาน

ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกจีดีพีโต 7.7% ภาคเกษตรโต 3.4% อุตสาหกรรม โต 7.8% บริการโต 8.3% การนำเข้าจีน โต67% หรือรายได้ 9.4 แสนล้านเหรียญ และส่งออกโต 10.4% หรือ 1 ล้านล้านเหรียญ ช่วงครึ่งปีหลังโต7% การปรับการเติบโตของจีนคาดว่าใช้เวลา 2 ปี จีนจะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และจากนี้จีดีพีของจีนโต 78% และคงไม่เติบโตมากกว่า 10% เหมือนในอดีต

นายธนากร กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ต้องแตะเบรกให้ชะลอตัวลง เพราะภาวะเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาเองก็ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งภูมิภาคอาเซียนจะไม่ได้รับผลกระทบจากจีนและยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น สำหรับส่งออกไทยคาดว่าจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ธุรกิจส่งออกอาหารยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพเพราะพื้นที่เพาะปลูกในจีนมีน้อย

ด้านรายได้ในจีนปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะเติบโต 10% ได้ตามเป้าหมาย ส่วนภาคเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวในปีนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการออกมากระตุ้นการบริโภคและลดต้นทุนการผลิตเพื่อรองรับกับการแข่งขันในอาเซียน นอกจากนี้ภาครัฐควรเร่งสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่นอกเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเมืองที่มีศักยภาพ อาทิ จ.ชลบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ เป็นต้นและขยายคมนาคมจากกรุงเทพฯ สู่ตลาดต่างจังหวัด เพราะไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรดีมาก แต่ยังขาดการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเท่านั้น