เอสแอนด์พีกางแผนตั้งรับเออีซี

วันที่ 04 ก.ย. 2555 เวลา 11:44 น.
เอสแอนด์พีกางแผนตั้งรับเออีซี
เอสแอนด์พี ขยายธุรกิจร้านอาหาร เล็งนำเข้าสองแบรนด์อาหารญี่ปุ่น หวังสร้างแกร่งฐานร้านอาหารในประเทศตั้งรับเออีซี

ม.ล.ลือศักดิ์ จักรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารในเครือบริษัท โดยเบื้องต้นเลือกแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวน 2 แบรนด์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คือ “ไมเซ็น” ร้านอาหารประเภทข้าวหมูทอดในเครือบริษัท ซันโตรี และแบรนด์ “อูเมโนะ ฮานะ” ร้านอาหารประเภทเสิร์ฟทีละจาน

สำหรับร้านอาหาร “ไมเซ็น” จะเป็นแบรนด์แรกที่บริษัทนำเข้ามาทำตลาดในช่วงปลายปีนี้ โดยเปิดให้บริการสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสีลม คอมเพล็กซ์ และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2 สาขา หลังจากนั้นจะขยายเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 5 สาขา ภายใต้งบลงทุน 10 ล้านบาท

การที่บริษัทเลือกร้านอาหารดังกล่าวเป็นแบรนด์แรกเข้ามาทำตลาดในไทยนั้น เป็นเพราะไมเซ็นเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น โดยมีสาขากระจายอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและสนามบิน

ขณะที่ร้านอาหารอีกหนึ่งแบรนด์ คือ “อูเมโนะ ฮานะ” ซึ่งเป็นร้านอาหารโคเซกิ หรือร้านอาหารประเภทเสิร์ฟจานเดียว บริษัทจะดำเนินธุรกิจด้วยการร่วมทุนกับเจ้าของแบรนด์ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการสาขาแรกในกลางปี 2556 ภายใต้งบลงทุนสาขาละประมาณ 15-20 ล้านบาท

“หลังจากนำร้านอาหารทั้งสองแบรนด์เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในปีหน้า บริษัทก็มีแผนที่จะนำแบรนด์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของร้านอาหารแต่ละแบรนด์” ม.ล.ลือศักดิ์ กล่าว

สำหรับการที่บริษัทนำแบรนด์ร้านอาหารจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดนั้น เพื่อช่วยเสริมฐานธุรกิจร้านอาหารในประเทศให้แข็งแกร่งก่อนที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศจากการกำหนดมาตรฐานให้ดีขึ้น ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของบริษัทในการเตรียมพร้อมก่อนจะขยายแฟรนไชส์ไปยังกลุ่มประเทศในอาเซียน

ม.ล.ลือศักดิ์ กล่าวถึงแผนธุรกิจอาหารในปีหน้าว่า บริษัทเตรียมงบประมาณไว้ที่ 150 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาธุรกิจร้านอาหารในเครือทั้งแบรนด์เอสแอนด์พีและแบรนด์ใหม่ที่จะนำเข้ามาทำตลาด คาดส่งผลให้แต่ละปีจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 15%