ขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งต้นทุนเพิ่ม 1.84%

วันที่ 16 ส.ค. 2555 เวลา 11:50 น.
นักธุรกิจคาดขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ภาคขนส่งดันต้นทุนภาคขนส่งเพิ่ม 1.84% นอกภาคขนส่งโดนหางเลขต้นทุนเพิ่ม 1.17% 

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจ เกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่ง จากกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 504 ราย เป็นกลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่ง 87 รายและกลุ่มตัวอย่างที่ไม่อยู่ในภาคขนส่ง 407 ราย ระหว่างวันที่ 14-15 ส.ค. พบว่า กลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่งกว่า 84.6%ไม่เห็นด้วยกับการปรับราคาแอลพีจี และคาดว่าจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 1.84% ขณะที่กลุ่มตัวอย่างนอกภาคขนส่ง 80.8% ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.17%

นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า กลุ่มตัวอย่างให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ 52.2% ระบุว่ากระทบต่อต้นทุนการทำธุรกิจโดยรวม อีก 33.9% ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นตามต้นทุนได้ทั้งหมด  ส่วน 10.6% คิดว่าปรับขึ้นราคาเร็วเกินไป ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และอีก 3.3% เป็นสาเหตุอื่น เช่น กระทบกับค่าครองชีพ ไม่ต้องการรับภาระในความผิดพลาดของการบริหารจัดการของรัฐบาล เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่งเกี่ยวกับราคาแอลพีจีสูงสุดที่รับได้ภายในสิ้นปีนี้  15.7% ระบุว่า ไม่เกิน 21.50 บาท/กก. อีก 39.9% ระบุว่าอยู่ระหว่างราคา 21.51-22.00 บาท/กก.

นอกจากนี้ 18.2% ระบุว่ารับได้ที่ราคา 22.01-22.50 บาท/กก. ส่วนอีก 11.1%  รับได้ที่ 22.51-23.00 บาท/กก. อีก 8.2% ระหว่าง 23.01-23.50 บาท/กก. และอีก 6.9% รับได้ที่ราคาระหว่าง 23.51-24.00 บาท/กก.

"การปรับขึ้นราคาแอลพีจี อีก 25 สตางค์ หรือประมาณ 1.2%  มีผลต่อผู้ประกอบการทั้งทางตรงจากค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซและทางอ้อมจากการผลักภาระต้นทุนของธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อผลประกอบการแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอีกด้วย ผู้ที่จะเดือดร้อนมากที่สุดคือผู้ที่มีรายได้น้อย"นายเกียรติอนันต์ กล่าว